ทุสะนะโส เสียงจาก..นรก

ในห้อง 'ประวัติและนิทานธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 12 สิงหาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    (ต่อ)
    ประสบการณ์ปฏิบัติธรรมบนภูกระดึง
    หลังจากอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ แม้บวชได้เพียงพรรษาเดียว หลวงพ่อกัสสปมุนี ได้ขออนุญาตอุปัชฌาย์อาจารย์ของท่านออกธุดงค์ ไปบำเพ็ญเพียรภาวนา อยู่บนยอดเขาภูกระดึง อันแสนจะหนาวเหน็บ (เดือน พ.ย. ๒๕๐๖) ในช่วงเวลานั้น ท่านได้เขียนหนังสือหนึ่งเล่มบรรยายถึงสิ่งอัศจรรย์ต่างๆที่ท่านได้ประสบ ชื่อว่า หกเดือนบนภูกระดึง

    หนึ่งในสิ่งอัศจรรย์ที่หลวงพ่อกัสสปมุนีได้ประสบบนภูกระดึง คือการได้พบกับเจ้าแม่วิสาขาแห่งภูกระดึง ซึ่งหลวงพ่อเรียกเจ้าแม่ว่าเป็นทิพย์อุปัฏฐาก ท่านพบเจ้าแม่ในเช้าวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๐๖ ขณะท่านกำลังเดินจงกรมบนพลาญหินกลางแจ้งหลังกุฎิ และคำนึงถึงปัญหาเกี่ยวกับเครื่องนอนป้องกันความหนาวที่เตรียมไปไม่เพียงพอ ท่านเขียนไว้ว่า
    วันนี้อาตมาภาพขึ้นเดินเริ่มแต่หัวจงกรม (หัวจงกรมเป็นหินนูนสูงราว ๑ ฟุต) ไปจนสุดทางจงกรม เดินไปก็คิดนึกไปว่า จะทนสู้ความหนาวบนนี้ต่อไปอีกไหวหรือ เพราะความหนาวเพิ่มรุนแรงขึ้นทุกวัน วันนี้ถามที่ทหารอากาศก็บอกว่า ลบ ๐ ลงมา ๕ แล้ว ถ้ามันลบลงมาถึง ๑๐ หรือ ๑๕ เรามิแข็งตายหรือ สงสารแต่สามเณร เพราะยังเด็กนัก จะทนได้สักกี่วัน เดินจงกรมแล้วก็ครุ่นคิดวิตกไป จนถึงหัวจงกรมรอบที่สอง พอหันตัวกลับจะลงเดินเป็นรอบที่สาม ก็ต้องชะงักงันอยู่กับที่ เพราะสิ่งที่มิได้นึกฝัน ไม่ได้คิดว่าจะเป็นไปได้ในชีวิต ก็ได้ปรากฏขึ้น อย่างที่ตัวเอง ก็บอกไม่ได้ อธิบายไม่ถูก คือ พออาตมาภาพหันตัวกลับ จะก้าวลงเดินรอบที่สาม ก็เห็นสตรีคนหนึ่งเดินผ่านหน้าในอาการก้าวเดินเนิบๆ แต่ลอยตัว สูงพ้นจากพื้นพลาญหินประมาณสันมือลอดได้ มือพนมอยู่หว่างอกที่ตึงอิ่ม หันหน้ามองมายังอาตมาภาพด้วยดวงตาอันดำขลับสุกใสเป็นประกาย อาตมาภาพยืนตะลึง มองตาม สองมือจับหัวไม้เท้ายันไว้ข้างหน้า จนเธอเดินมาหยุดยืนเยื้องมาทางขวามืออาตมาภาพเล็กน้อย (เธอเดินผ่านหน้าอาตมาภาพจากซ้ายมาขวา) ห่างกันราว ๒ วา ต่ำกว่าหัวจงกรมที่อาตมาภาพยืน เราคงยืนจ้องกันอย่างนั้นอยู่สัก ๒-๓ อึดใจ

    ใบหน้า แววตา ริมฝีปาก ที่งามน่าพิศ แม้จะไม่มีอาการยิ้มอย่างคนธรรมดา แต่ก็แสดงให้เห็นว่ายิ้มอย่างละมุนละไม ทรวดทรงองค์เอว นิ้วเท้า นิ้วมือ ลำแขนดูเพรียวเต็มอิ่มไปด้วยผิวที่ผุดผ่องนวลกระจ่าง ขณะนั้นดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงกล้า เพราะเป็นเวลา ๑๐.๐๐ น. เศษ แต่ถึงกระนั้นก็ดูเหมือนทั่วร่างของเธอมีประกายระยิบออกมากระทบกับแสงอาทิตย์ อาภรณ์เครื่องแต่งตัว อาตมาภาพพอจะจดจำได้ คือ ผ้าที่นุ่งเป็นเหมือนฝ้ายลายทอง เป็นตารางคล้ายร่างแห ระหว่างช่องตารางดูคล้ายกับมีเพชรเม็ดสีต่างๆผนึกติดไว้เต็ม เชิงปลายผ้าคลุมสูงจากข้อเท้าในราว ๑ คืบ ข้อเท้าสวมกำไลเป็นเม็ดรอบ แวววาว สังเกตไม่ได้ว่าเป็นอะไร เชิงผ้าเป็นลวดลายกนกหนากว้างขึ้นมาราวคืบเศษ ดูระยิบระยับ ผ้าด้านหน้าพับซ้อน รัดด้วยเข็มขัดอ่อน ดูคล้ายแก้วปนทองเป็นประกายเลื่อมวาววับ หัวเข็มขัดนูนโต ตรงกลางหัวเข็มขัดฝังคล้ายบุษราคัม เม็ดขนาดหมากสง ท่อนตัวห่มสไบเฉียงสีเดียวกับผ้านุ่ง คือสีเขียวตองอ่อนปนทอง เป็นการห่มเฉียงอย่างแนบเนื้อ ไม่มีรอยย่นรอยจีบอะไร พราวระยับไปทั่วร่าง ข้อมือมีกำไลเช่นเดียวกับข้อเท้า ทั้งที่สวมที่ต้นแขน ตอนขลิบริมขอบบนและล่างของกำไลเป็นกนก คล้ายๆกนกเปลว คือเป็นหยักๆ ปลายแหลมงอนขึ้น เวลาถูกแสงแดดดูเป็นเงาวับๆ นิ้วที่เรียวงามสวมแหวนทั้งสี่นิ้วทั้งสองข้าง ปลายนิ้วเรียวจนถึงเล็บ งามมาก นิ้วเท้าก็เช่นเดียวกัน บนศีรษะประดับด้วยกรอบหน้าคล้ายละคร แต่เป็นชั้นซ้อนขึ้นไปตามลำดับ๓ ชั้น แต่ละชั้นเป็นกิ่งไหวแพรวพราว คล้ายเส้นลวดดอกไม้ไหว เวลาไหวกระเพื่อมดูพร่างพราวคล้ายฝนพรม ตัวกรอบหน้าคล้ายทองปนแก้ว ช้องหูที่ครอบรอบใบหู คล้ายเอาเส้นไหมทองคำที่เป็นเงางาม มาทำเป็นร่างแหอย่างหนาครอบติดเอาไว้ ดูงามประหลาดอย่างยิ่ง แต่ไม่เห็นเบื้องหลังของเธอว่าเส้นผมจะงามเพียงไร ได้จัดเกล้าไว้หรือปล่อยยาวประหลังก็ไม่ทราบ คงเห็นแต่ข้างหน้าเพราะยืนประจันหน้ากันอยู่ท่ามกลางแสงแดด เรือนร่างเพรียวระหงอวบอิ่ม ช่วงไหล่ผาย ต้นแขนอวบเต็ม เอวคอดกลม สะโพกผายกลม แล้วเรียวเรื่อยลงไปจนถึงข้อเท้า หลังเท้านูนงาม นิ้วเท้ากลมเรียงเป็นลำดับ ไม่มีปุ่มโปนหรือข้อต่อข้อกระดูกอย่างเราสามัญมนุษย์เลย

    อาตมาภาพอธิบายไม่ถูกว่าเธองามเพียงไร สง่าอย่างมีอำนาจอย่างไร งามจริงๆ งามอย่างไม่มีอะไรในโลกมนุษย์จะเปรียบ งามอย่างสตรีอายุวัย ๒๕ กลิ่นหอมกระจายโชยมาถูกจมูก คล้ายกลิ่นกุหลาบอ่อนๆปนแป้งร่ำ ทำให้สดชื่นใจ อาตมาภาพใจเต้นระทึกตะลึงงันอยู่อย่างนั้น สายตาคงจับประสานกัน ดูเหมือนเธอจะยิ้มละไม ที่เห็นอาการกิริยาของอาตมาภาพเช่นนั้น ครั้นแล้วอาตมาภาพก็ต้องประหลาดอัศจรรย์ใจอีก ที่เห็นร่างเธอค่อยๆยอบต่ำลงๆ แต่มือคงพนม และสายตาคงจ้องมองอยู่เช่นนั้น การยอบต่ำลงนั้นไม่มีการเอนเอียงแต่อย่างใด ต่ำลงๆจนเป็นอาการในท่าคุกเข่า คือ เข่าซ้ายจรดพื้น (แต่ไม่ถึงพื้นหิน คงลอยอยู่เหนือพื้นพลาญหินขนาดสันมือลอด) เข่าขวายกชัน ผ้าที่นุ่งคงเป็นระเบียบ ไม่ย่น ไม่ถลก อย่างที่สามัญชนกระทำกัน อาตมาภาพคงจ้องมองนิ่งอยู่อย่างนั้น สองมือจับหัวไม้เท้าแน่น ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป ครั้นแล้วเสียงแว่ว แต่กังวานแจ่มใสน่าฟังจากเธอพูดขึ้นก่อนว่า

    “มีอะไรบอกโยมเถอะ ดูมาหลายวันแล้ว รักเหมือนลูกของโยมจริงๆ”

    เสียงที่ออกมานั้น แม้จะรู้ว่าผ่านออกมาจากริมฝีปาก แต่ก็เห็นริมฝีปากเผยอนิดๆเท่านั้น อาตมาภาพได้สติเมื่อได้ฟังคำพูดที่ได้พูดนำขึ้นก่อน ด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะแสดงออกถึงความเมตตา แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไร เธอก็พูดอีกว่า

    “มีอะไรบอกโยมเถอะ จะจัดการให้”

    อาตมาภาพระงับความระทึกใจเป็นปกติแล้ว ก็ตอบเธอว่า “อากาศหนาวทนไม่ไหวจริงๆ คุณโยม อาตมาทนไม่ไหว”
    คราวนี้ใบหน้าและริมฝีปากยิ้มละไมอิ่มเอิบ ดวงตาที่มองจ้องจับเป็นประกายสดใสกระจ่าง เสียงเธอพูดย้ำอีกว่า “มีอะไรบอกโยมก็แล้วกัน”
    อาตมาภาพรู้สึกตัว ได้คิด จึงอนุโมทนาที่เธอให้ความเมตตา แล้วถามว่า “อาตมาจะเรียกคุณโยมว่าอย่างไร”

    “เรียกโยมว่า วิสาขา โยมอยู่ปกครองที่นี่มาหมื่นปีเข้านี่แล้ว ขอให้ท่านจงปฏิบัติต่อไปตามเวลาที่กำหนด โยมขอนมัสการลาท่าน”

    พูดแล้วเธอก็ลุกขึ้น แต่เป็นการลุกขึ้นอย่างลอยตัว คือ ค่อยๆเคลื่อนตัวขึ้นจนยืนตรง มือยังคงพนมอย่อย่างนั้น งามมาก งามจริงๆ ใบหน้ายิ้มย่องผ่องใสกระจ่างทั้งเรือนร่าง อาตมาภาพได้แต่กล่าวพึมพำ อนุโมทนาให้พรเธอเบาๆ ขอให้เธอมีความอิ่มเอิบสุขสำราญในทิพยสมบัติและทิพยอำนาจตราบเท่าพระนิพพาน ที่ได้มีเมตตากุศลจิตอนุเคราะห์อาตมาภาพครั้งนี้ อาตมาภาพเพ่งพินิจมองดูเห็นเรือนร่างอันงามล้ำเฉิดฉาย ค่อยๆจางหายไปในท่ามกลางแสงแดด เป็นการเลือนหายจางลงๆ แต่ยังคงอยู่ในอาการเดิม สายตาอันดำขลับเป็นประกายเงางาม คงจ้องจับจนหายลับไป ...

    เวลาล่วงไปในราว ๑๐ นาที อาตมาภาพถือว่าเป็นเวลาอันมีคุณค่า อย่างไม่มีอะไรมาแลกเปลี่ยนกันได้ในชีวิตนี้ นับแต่เกิดจากครรภ์มารดา จนกระทั่งมาบวชเป็นภิกษุจนถึงวันนี้ ความสุขใจ ความอิ่มใจ ความผ่องใส มันเต็มเพียบพร้อมอย่างบริบูรณ์ในขณะนั้น คงยืนพินิจอยู่กลางแสงแดด โดยไม่รู้สึกร้อนหรือหนาว อย่างที่เป็นอยู่เมื่อแรก คงมองไปเบื้องหน้า ที่ร่างของคุณโยมวิสาขาได้เลือนหายไปอยู่อย่างนั้น ไม่ทราบว่านานเท่าไร...”

    ภายในบ่ายวันเดียวกันนั้นเอง คนงานป่าไม้ได้นำเสื่อ ที่นอน และผ้า

    ห่มมาให้หลวงพ่อกัสสปมุนีอย่างพอเพียง
    เจ้าแม่วิสาขายังเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทในการช่วยเหลือหลวงพ่อกัสสปมุนีในการสร้างวัดปิปผลิวนาราม อ.บ้านค่าย จ.ระยอง โดยได้มอบหมายให้เจ้าแม่จำปากะสุนทรี ซึ่งเป็นน้องสาวของท่าน ได้ช่วยให้หลวงพ่อกัสสปมุนีสร้างวัดจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

    ประสบการณ์ปฏิบัติธรรมบนภูกระดึง (ตอน2)
    สิ่งอัศจรรย์อย่างที่สองที่หลวงพ่อกัสสปมุนีได้ประสบบนภูกระดึง คือ เรื่องราวต่อไปนี้
    “การบำเพ็ญของอาตมาภาพมาถึงปีใหม่ เดือนมกราคม ๒๕๐๗ พวกที่รักษาป่าไม้ได้ทำความตกลงกับหมออารมณ์คือ ขอให้อาตมาภาพไปรับบิณฑบาตสลับกัน คือไปบิณฑบาตที่ริงค์ ทอ. วันหนึ่ง แล้วไปบิณฑบาตที่บ้านป่าไม้วันหนึ่ง จนกว่าอาตมาภาพจะลงจากภู ซึ่งอาตมาภาพก็ได้ปฏิบัติตามที่นิมนต์นั้นตลอดมา คือ วันนี้ฉันข้าวสุก พรุ่งนี้ฉันข้าวนึ่ง (ข้าวเหนียว) การบำเพ็ญได้ปฏิบัติอย่างเข้มงวด ไม่ว่างเว้น สม่ำเสมอตลอดมา การเอนกายลงนอนกลางวันไม่เคยมีในชีวิตสมณศากยบุตร เข้ากุฎเวลา ๑๘.๓๐ น. (คือหกโมงเย็นครึ่ง) หรืออย่างช้า ๓ ทุ่ม เว้นแต่ถ้าเป็นเวลาเดือนเพ็ญ ก็เข้ากุฎิล่าหน่อย ดังที่ได้เล่ามา
    ตอนนี้ได้ให้สามเณรแยกไปนอนกุฎิ ทำด้วยฟาก หลังคามุงด้วยพง ประตูทำด้วยสังกะสี อยู่โคนไม้ริมพลาญหิน ห่างจากกุฎิอาตมาภาพราว ๓๐ เมตร เพราะเห็นว่ามีความคุ้นกับสถานที่และกล้าพอตัวแล้ว เวลาหมอกลงจัด หนาทึบ จนมองอะไรไม่เห็น ก็ต้องยืนรอดูส่ง จนเห็นสามเณรเข้ากุฎิ ปิดประตูเรียบร้อยแล้ว อาตมาภาพจึงกลับเข้ากุฎิ
    คืนวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ เป็นวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ เป็นวันพฤหัสบดี อาตมาภาพได้เจริญเจโตสมาธิ ด้วยภวังคจิตที่แน่วสนิท เป็นเวลาจนถึงตี ๒ โดยนั่งหันหน้าเข้าฝากุฎิหัวนอน ได้ยินเสียงเรียกเข้าหูอย่างแจ่มชัดว่า

    “พระคุณท่าน โปรดลุกออกมาข้างนอกหน่อย” น้ำเสียงสำแดงคารวะ
    อาตมาภาพประหลาดใจ ลืมตาขึ้น มองเห็นอุบาสกชรา เส้นผมขาว ใบหน้าผ่องใสเป็นเงากระจ่าง นุ่งผ้าขาวจีบหน้า ห่มเฉียงด้วยผ้าขาวบาง ชายปลิวสบัดไปตามกระแสลม ถือไม้เท้ายาวเสมอศีรษะ ฝาที่หัวนอนดูเหมือนไม่มี ทั้งๆที่มุ้งกลดก็บังอยู่ แต่ก็เห็นได้อย่างแจ่มชัด จะเรียกให้ออกไปทำไม อาตมาภาพนึกในใจ ก็มรเสียงเรียกมาอีกว่า

    “ลุกออกมาทางนี้แหละครับ ข้าเจ้ามาคอยรับท่าน ลุกออกมาเถอะครับ”
    อาตมาภาพไม่ลังเล ความมั่นใจ ความสดชื่นภายใน ไม่ทราบว่ามีได้เต็มเปี่ยมอย่างไร รู้สึกว่าอุบาสกชราผู้นี้เป็นมิตรสนิท ไว้วางใจได้ โดยไม่ต้องคลางแคลง ออกจากมุ้งกลด หยิบไม้เท้าที่พิงไว้มุมฝาหัวนอน ก้าวออกไป พริบตาเดียวก็ไปยืนอยู่ตรงหน้าอุบาสกชรา ผู้มีใบหน้าอิ่มเอิบผ่องใสผู้นั้น กุฎิของอาตมาภาพตั้งอยู่ระหว่างช่องหิน ขอบหินด้านหัวนอนสูงกว่ากุฎิเกือบครึ่ง และห่างกันเกือบ ๑ เมตร แต่อาตมาภาพก้าวข้ามออกไปได้อย่างไร ตัวเองก็ไม่รู้ อธิบายไม่ได้ เพียงแต่ว่าแวบเดียวถึง อุบาสกชราเดินหลีกจากอาตมาภาพ พลางพูดว่า

    “นิมนต์ตามข้าเจ้ามา”
    “จะพาอาตมาไปไหนกัน?”
    “ไปยังที่ท่านผู้เป็นใหญ่ ณ ที่นี้ ประสงค์ให้พระคุณท่านได้เห็น ตามข้าเจ้ามาเถอะพระคุณท่าน เวลาล่วงไปโขแล้ว”

    ว่าแล้วอุบาสกชราก็เริ่มเดินนำ เยื้องห่างจากอาตมาภาพไปทางขวาเล็กน้อย ห่างกันประมาณเกือบสองวา
    คืนวันนี้แสงจันทร์ส่องกระจ่างทรงกลด ดาวเต็มท้องฟ้าสะอาดปราศจากเมฆ สรรพสิ่งทุกอย่างรอบข้างอ้างว้างเงียบสงัด ลมพัดโชยพอสบาย ทำให้ชายจีวรของอาตมาภาพ และผ้าขาวห่มเฉียงของอุบาสกชราปลิวไหวนิดๆ อาตมาภาพทั้งประหลาดใจและอัศจรรย์ใจ ในการก้าวเดินของเราทั้งสอง ในครั้งนี้ เป็นอย่างที่สุดจะพรรณนา

    เพราะอะไร? ก็เพราะการก้าวเดิน ก็เป็นการก้าวเดินอย่างธรรมดา แต่ฝ่าเท้าไม่สัมผัสพื้น แต่ลอยเรื่อยไปข้ามช่องเขา แล้วมาก้าวเดิน เหยียบไปบนยอดพงหญ้าคาที่ขึ้นสูง น้ำค้างบนยอดพงเปียกติดฝ่าเท้า อาตมาภาพชำเลืองดูอุบาสกชราผู้นำทาง ก็เห็นมุ่งหน้าเดินในอาการสำรวมปกติ ไม่หันมามอง ไม่มีการพูดจา อาตมาภาพก็คงสำรวมเดินตามลิ่วๆไป ประหลาดจริงๆ

    ท่านสาธุชนทั้งหลาย มันไม่ใช่อาการเหาะ ไม่ใช่อาการลอยไปเฉยๆ แต่มันเป็นอาการก้าวเดินอย่างธรรมดา แต่ทว่าคล้ายเลื่อนไถลลอยไปฉะนั้น เบาและนุ่มนวล ไม่มีอาการเกร็งข้อเท้า หรือฝืนกล้ามเนื้อน่อง หรือขาอ่อนอย่างไร ก้าวเดินไปอย่างสบายและว่องไว อาตมาภาพได้พบ ได้ถูกต้องแล้วในชีวิตนี้ ซึ่งมิคิดว่าจะได้พบ ภายในใจภาวนา นึกอนุโมทนาขอบคุณคุณโยมวิสาขา ที่ได้เอื้อเฟื้อและเมตตาถึงปานนี้
    เราพากันเดินเบนเฉียงไปทางขวาเรื่อยไป ใช้เวลาราว ๑๐ นาที ประมาณตีสองเศษ ก็มาหยุดยืนริมชายป่าขอบภูแห่งหนึ่ง มองดูทิวทัศน์เบื้องล่าง เห็นแต่หมอกบางสลัว แล้วอุบาสกผู้นำทาง ก็นำเดินลงตามช่องทางเล็กๆ พอเดินเรียงเดี่ยว เบื้องบนศีรษะมีพงหญ้าปกคลุมหนาทึบ เราเดินเลี้ยวขวาต่ำลงๆไปเรื่อยๆ จนมาหยุดยืนบนแผ่นหิน เบื้องหน้าเป็นช่องกว้างประมาณ ๑ วา สูง ๒ ช่วงตน เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายประตู ภายในสว่างกระจ่างแจ้ง ไม่ใช่แสงตะเกียง ไม่ใช่แสงไฟฟ้า แต่มันสว่างกระจ่างใส คล้ายแสงแก้ว อุบาสกชราผู้นำทางหยุดยืน แขนขวายันประตู มีใบหน้ายิ้มระรื่นด้วยคารวะและไมตรี มีกลิ่นคล้ายกลิ่นกระแจะอ่อนๆ รำเพยมา พลางเอ่ยบอกว่า
    “บัดนี้ขอพระคุณเจ้าผู้เจริญ จงโปรดเที่ยวชมภายในรัตนคูหานี้ ได้โดยอิสระ เสมือนเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ ข้าเจ้าจะคอยท่านจนกว่าจะกลับ”

    อาตมาภาพมองดูอุบาสกชราด้วยสายตาอันชื่นบาน เราสบสายตากันอยู่ครู่หนึ่ง อาตมาภาพก็ก้าวเดินเข้าไป พื้นในถ้ำราบเรียบ สภาพภายในร่มรื่น แจ่มกระจ่าง แสงสว่างที่สาดไปทั่วนั้น ทำให้ผิวร่างกายอาตมาภาพรู้สึกสดชื่น อ่อนนุ่มไปทั้งร่าง ตัวเบาอย่างผาสุก มันเบาคล้ายกับกระดูกทุกส่วนเป็นโพรง กลิ่นหอมระรื่นชื่นใจอบอวลไปทั่ว ตักเตือนตัวเองว่า

    “อันตัวเรานี้เป็นสมณะสาวกศากยบุตร ท่านเห็นว่าเรามีคุณสมบัติ พอจะนำมาเหยียบ มาเห็นสถานที่แห่งนี้ได้ จึงได้อนุญาตนำมาให้ได้เห็นได้ชม ใครบ้างที่เป็นมนุษย์ปุถุชน จะได้มีโอกาสดั่งเช่นเรา ฉะนั้นอย่าเผลอ อย่าผยองร่าเริงว่า นี่เป็นของเรา เราดีเหนือกว่าใตร ถ้าคิดนึกเช่นนี้แล้วไซร้ ความหวังได้ซึ่งธรรมวิเศษ หรือ การที่จะได้ประสบพบสิ่งอันเป็นมงคลเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่ฐานะจะเป็นไปได้”

    อาตมาภาพเดินตรึกรำพึงไปพลาง สายตาก็พินิจพิเคราะห์สถานที่ห้องหับคูหา อันงามรุ่งเรืองตระการตาไปพลาง แสงสว่างพร่างงามนั้น ออกมาจากผนังภายในคูหานั้น เหมือนกับฉาบทาไว้ด้วยแก้วมณี หรือว่าผนังนั้นเป็นแก้วมณีเอง เป็นปุ่ม เป็นระแหง เป็นช่อ เป็นแผ่นเรียบ เป็นพวงระย้า สลับซับซ้อนติดพืดกันไปหมด อย่างเป็นระเบียบ ดุจนายช่างวิศวกรอันมีศิลปฝีมือเลิศ ได้ประดับสลักติดไว้ ถ้ายืนนิ่งจ้องดูแสงที่ออกมาจากปุ่มจากช่อ ฯลฯ เหล่านั้น จะทำอาการวาวๆ วุบวับ คล้ายกับจะแสดงอาการให้นิ่งพิศ หรือเหมือนกับล้อสายตาเล่นอย่างสนุกฉะนั้น

    เพียงไม่ถึงนาที อาตมาภาพไม่ติดใจ เดินเลยเข้าไปในห้องเบื้องหน้า พอย่างล้ำล่วงเข้าไป ก็ต้องยืนนิ่งด้วยความประหลาดพิศดารยิ่งของห้องนั้น มีโต๊ะเท้าสิงห์ พื้นไม้สีดำดุจสีนิล ลายทองคำสลักด้วยลวดลายละเอียดยิบ สูงเสมอเอว ยาวประมาณ ๒ วา กว้าง ๑ วา ขาโต๊ะแกะสลักเสลาด้วยลวดลาย ที่งามเหนือลวดลายที่ได้พบเห็น ขอบโต๊ะก็เช่นกัน

    แต่ที่มหัศจรรย์อย่างยิ่งก็คือ บนโต๊ะนั้นมีกระถางสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณ ๑ ศอกคืบ กว้างประมาณคืบครึ่ง สูงจากพื้นโต๊ะที่วางเท่ากับความกว้าง ตัวกระถางเป็นสีมรกตใสจาง ในกระถางมีทองคำแท่งเนื้อเยี่ยม ยาวกว่ากล่องไม้ขีดไฟสักสองนิ้วมือเรียง กว้างขนาดกล่องไม้ขีดไฟ วางเรียงเป็นระเบียบ เต็มถึงขอบปากกระถาง โต๊ะที่ว่านี้ในห้องนั้นนับดูได้สี่สิบโต๊ะ วางเรียงเป็นหมู่ หมู่ละ ๔ โต๊ะ ระหว่างช่องของหมู่ กว้างพอเดินเรียงเดี่ยวได้ตลอด
    ส่วนช่องทางเดินระหว่างหมู่ใหญ่ต่อหมู่ใหญ่ กว้างพอสองคนเดินเรียงกันได้สบาย อาตมาภาพลองแงะหยิบ (ทองคำแท่ง) ขึ้นมาดู เห็นความหนาประมาณ ๑ นิ้วฟุต มีน้ำหนักเท่าที่ลองหยั่งดูคงจะหลายสิบบาท เป็นทองคำเนื้อเลิศ เหนือกว่าเนื้อเก้าเนื้ออะไรทั้งนั้น อาตมาภาพดูแล้วก็วางลงที่เดิม แล้วลองเอาเล็บหัวแม่มือกดขีดดู เป็นรอยนิ่มเป็นแนวไปตามเล็บ แต่พอยกมือพ้นขึ้นมาได้หน่อย ก็กลับเป็นเนื้อเรียบดังเก่า แปลกแท้ๆ
    แล้วก็เดินเรื่อยไปยัง (โต๊ะ) อีกหมู่ติดผนัง เพราะสะดุดสายตาที่เห็นภายในกระถางมีเงาพราวๆ พอถึง ก้มลงดู ก็ต้องประหลาดใจอีก เพราะเห็นเป็นเม็ดทรายเต็มกระถาง แต่เป็นทรายทองทอแสงเป็นเงาวาว งามทีเดียว อาตมาภาพลองหยิบขึ้นมาเต็มกำมือ มีน้ำหนักกะไม่ถูก พอกำและบีบแรงๆ ก็ดังอ๊อดๆ พอโปรยปล่อยคืนลงกระถาง ก็กลับเรียบไปตามเดิม แหม! แปลกและอัศจรรย์แท้ พินิจมองนึกไปว่า ทองคำที่ว่าดีว่าแพงบนพื้นโลก อยากได้กันนัก แย่งกันหนักหนา เห็นเข้าน้ำลายไหล มันไม่ได้ขี้กระผีกของทองคำที่เห็นนี้เลย ขณะนี้กลิ่นหอมเหมือนดอกพิกุลโชยเข้ามา ชำเลืองมองดูรอบๆ ก็ไม่เห็นมีอะไร
    อาตมาภาพเดินผ่านช่องประตูคูหา เข้าไปยังอีกห้องหนึ่ง เป็นห้องกว้างโอ่โถง แสงสว่างเป็นสีชมพูอ่อน แต่สว่างชัดแจ่มแจ้ง เป็นห้องกว้างลึกไกล มีโต๊ะชนิดและขนาดเล็กใหญ่ต่างๆกัน ของที่วางบนโต๊ะแต่ละโต๊ะมีมากมายหลายชนิด ที่เป็นของใหญ่ต้องวางบนพื้น ก็มีมากจนลานตาไปหมด มากมายจริงๆ เป็นต้นไม้ใหญ่เล็กนานาชนิด อาตมาภาพค่อยก้าวเดินไปตามช่องทาง อย่างระมัดระวัง ช่องทางแม้จะดูว่าแคบ เกราชายจีวรจะไปเกี่ยวสิ่งของเข้า แต่ก็ไม่เห็นกระทบเลย โต๊ะใหญ่บางตัว พื้นโต๊ะสีแดงสด ขอบโต๊ะฝังด้วยเพชรเม็ดใหญ่ แต่ห่างกันเป็นระยะพองาม ส่องแสงวุบวับเป็นประกาย ปลายขาโต๊ะที่ยันพื้นทำเป็นเท้าสิงห์ เลี่ยมเป็นเงินบ้าง เป็นรูปกลมคล้ายบาตร สีแดงเข้มบ้าง เป็นเหลี่ยมหกเหลี่ยมบ้าง ฯลฯ ขอบโต๊ะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า สี่เหลี่ยมด้านเท่า และกลม และหกเหลี่ยมบ้าง ตั้งสลับกันไป สลักลวดลายอันวิจิตรทั่วทั้งขอบโต๊ะ บางตัวเป็นทองคำฝังด้วยเพชรและมรกตสีรุ้งเม็ดใหญ่ โต๊ะบางตัวเป็นมรกตฝังเพชรและทับทิม ฯลฯ วัตถุที่วางบนโต๊ะเป็นต้นไม้กระถางอัญมณีต่างอย่างต่างชนิด ดูคล้ายกับต้นตะโกดัด โมกดัด ต้นเข็มดัด และต้นสนดัด ฯลฯ
    บางต้นกระถางเป็นแก้วมณีทอแสงคล้ายสายรุ้ง ต้นไม้ในกระถางลำต้นเป็นมรกต กิ่งเป็นเพชรประกายวาว ใบเป็นทับทิมสีแดงสด บางกระถางต้นเป็นเพชร กิ่งเป็นมรกต ใบเป็นเพชรทอแสงพราว บางกระถางต้นเป็นนิล กิ่งเป็นเพชร ใบเป็นโกเมน ลูกเป็นไพฑูรย์และบุษราคัม อาตมาภาพสุดที่จะพรรณนานำมาเล่าให้หมดได้ ส่วนต้นใหญ่ที่วางกับพื้นนั้น โคนต้นทำเป็นโขดสูงดำเป็นนิล แต่ลำต้นเป็นแก้วมณีส่องแสงเป็นประกายใสกระจ่าง ใบเป็นทองคำ ดอกเป็นทับทิม ลูกเป็นมรกตบ้าง เป็นอำพันสีแดงบ้าง บางลูกเป็นสองสีเหลือบกัน คล้ายปีกแมลงทับ อาตมาภาพเอามือประคองลูกขึ้นมาดู ก้านของลูกติดกับขั้วต้นแต่บางๆ คล้ายจะหลุด แต่ก็ไม่หลุด แล้วปล่อยไว้ตามเดิม
    อาตมาภาพยืนหันมาดูทางซ้ายและทางขวา ดุจสามัญชนได้มาชมมาเห็น สมบัติของบรมจักรพรรดิ์ ดูแล้วก็ทำให้ต้องถอนใจใหญ่รำพึงว่า

    “นี่โยมให้พามาดูทำไม? เพื่ออะไร? ทั้งๆที่ไม่ใช่ของเราแต่ให้เรามาชมเล่นเป็นขวัญตาอย่างนั้นหรือ?” คิดแล้วก็ออกเดินไปยังห้องที่สาม เป็นห้องที่กว้างไกลกว่าห้องที่สองหลายเท่า จะไม่กว้างอย่างไรได้ ห้องนี้เต็มไปด้วยบุษบกยานุมาศ ราชรถใหญ่น้อย พระแท่นบัลลังก์ราชอาสน์ ตลอดจนพระเก้าอี้และพระแท่นที่บรรทม และกำพูฉัตรอันสูงใหญ่ตระหง่านงาม เครื่องราชูปโภค สิ้นทุกชนิด มีวางไว้พร้อมภายในห้องคูหานี้ มันงามเหนือกว่า มโหฬารเหนือกว่า รุ่งเรืองเหนือกว่า พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งอมรินทร์ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท หลายร้อยพันเท่า เหลียวดูอะไร มองดูอะไร ดูมันวูบวาบพร่างพราวระยิบระยับไปทั่วทั้งสองฟาก อันกว้างใหญ่สุดสายตา
    อะไรๆอาตมาภาพไม่ติดใจ ประทับใจ เท่ากัมพูฉัตร ความสง่างาม ความตระการตา ตลอดจนความรุ่งเรืองที่พร้อมอยู่ในต้นกัมพูฉัตรนี้ ที่ทำให้อาตมาภาพสามารถจะพรรณนาได้ แม้จะนานสักร้อยปีหรือพันปี เป็นความสง่างามตระการ ที่อยู่ในความทรงจำจนบัดนี้ มันทำให้อาตมาภาพมีความสำนึก ระลึกไปถึงกาลแต่อดีต ที่ล่วงมาแล้วนานแสนนาน มองดูกำพูฉัตร ทำให้หวนระลึกนึกถึงเหตุการณ์ที่เป็นมาแล้ว สลายมาแล้ว แต่กัมพูฉัตร เหตุไฉนมาอยู่ที่นี่ (ข้อนี้อาตมาภาพเล่าให้คุณโยมเสนาะ จุลวัจนะ ฟังในครั้งนั้นแล้ว ก็คงจะติดใจ ซักอาตมาภาพอย่างชนิดฟอกเป็นแน่ แต่ขณะนั้นยังมิใช่กาลเวลา จึงรอมาจนบัดนี้)
    เพื่อกันความสงสัยของท่านสาธุชนผู้อ่านว่า ต้นกัมพูฉัตรคืออะไร มีรูปร่างอย่างไร? อาตมาภาพขอแจงรายละเอียดรูปร่างของกัมพูฉัตรเท่าที่จะทำได้ ดังต่อไปนี้
    ๑. ความสูงของฉัตร ตั้งแต่ฐานโคนที่ตั้ง ถึงปลายยอด ประมาณ ๓ วา
    ๒. ตัวคันฉัตรทำด้วยทองคำเนื้อสุกปลั่ง เป็นเนื้อสีเหลืองเข้ม นับได้ ๑๖ เหลี่ยม ทุกๆพื้นของเหลี่ยม ฝังประดับด้วยแก้วมณีอันล้ำค่า คือ เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยเพชร ขนาดเม็ดข้าวโพดอย่างใหญ่ เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยทับทิม เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยมรกต เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยโกเมน เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยไพฑูรย์ เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยมุกดาหาร เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยบุษราคัม เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยนิล เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยมณีสีม่วงสด เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยมณีสีเขียวใบไม้สด เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยแก้วผลึก เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยมณีสีรุ้ง เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยเพทายสีหม่น เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยไข่มุก สีเหมือนพระอาทิตย์ทรงกลด เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยแก้วลาย เหลี่ยมหนึ่งฝังด้วยแก้วมณี สลับสีทุกสีที่บรรยายมาข้างต้น
    ๓. ลักษณะตัวฉัตรเป็นผ้าขาวอย่างหนา เนื้อละเอียดเป็นเงามันระยับคล้ายกำมะหยี่ กางขึงแผ่กว้าง โค้งคุ้มน้อยๆ ลาดลงมาจนถึงปลายขอบฉัตรอย่างอ่อนช้อย ก้านฉัตรที่ขึงกางตัวฉัตร นับแล้วได้พันก้าน ทำด้วยทองและเงิน พันด้วยลวดลายสีต่างๆเป็นเงาวับ ไม่ทราบว่าเป็นลวดลายเส้นอะไร เพราะอยู่สูง ความกว้างระหว่างขอบเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ วาเต็ม
    ๔. ขอบฉัตรมีระย้าแก้วมณี-เงิน-ทอง ห้อยสลับกันอย่างมีศิลป์งดงามยิ่ง เวลาแกว่งก็ทอแสงวูบวาบแวววับ คล้ายดาวในท้องฟ้า และมีเสียงดังกังวานใส แผ่วเบาชวนฟังอย่างยิ่ง
    ๕. พื้นผ้าตัวฉัตร มีเม็ดแก้วติดอยู่ทั่วคล้ายน้ำค้าง มีลวดลายกนกทอง โตขนาดเท่าจานรองถ้วยน้ำชา ติดเป็นระยะทั่วพื้นฉัตร
    ๖. ยอดของฉัตรเป็นจอมเจดีย์ คล้ายเม็ดหัวมัน แล้วมีสามแฉกคล้ายนพสูรย์ พุ่งขึ้นไปส่องแสงวับวับ
    ๗. ต้นฉัตรโตประมาณ ๔ กำรอบ
    ขณะที่อาตมาภาพกำลังยืนพิศดู ด้วยความตรึงใจอยู่นี้ ดูคล้ายกับว่าแสงสีต่างๆ ได้กระจายออกจากตัวฉัตร ค่อยๆย้อยเลื่อนมาทางที่อาตมาภาพยืน ทำให้อาตมาภาพได้สติ ถอยหลังก้าวเลี่ยงออกไปข้างๆ แล้วเลยเดินห่างออกไปทางช่องประตูคูหา ซึ่งอยู่เกือบกึ่งกลางของห้อง หยุดยืนชิดขอบประตู หันมาเงยมองดูฉัตรนั้นอีกครั้ง คราวนี้ฉัตรมีอาการโยกตัวน้อยๆ ทำให้พวงระย้าที่แขวนอยู่ มีเสียงดังสดใสกังวานไพเราะ แผ่วหวิว คล้ายดังเคล้าสายลมมาแต่ไกล เพราะจริงๆ แสงเมื่อกี้หายไป
    คราวนี้อาตมาภาพหันมาทางประตูที่ยืน แสงที่ประตูสว่างสดใส คล้ายอาบด้วยสีทอง ทำให้จีวรย้อมฝาดที่อาตมาภาพครอง กลายเป็นสีทองเข้ม อาตมาภาพก้าวเดินออกไปแล้วเลี้ยวขวา เพราะเป็นทางบังคับให้เลี้ยวอยู่ในตัว เนื่องจากทางซ้ายมือตัน เป็นผนังถ้ำหินใสคล้ายแก้ว สีเหลืองหม่น อาตมาภาพเดินไปเรื่อยๆ มีกระแสลมพัดมาปะทะใบหน้าแต่แผ่วเบา หายใจสูดเข้าจมูก จมูกก็โล่ง หัวอกภายในก็โล่ง เดินเบาหวิวไปอย่างสบาย ปลอดโปร่งอิ่มเอมใจเรื่อยไป ในราวสัก ๑๕ นาที ก็มาหยุดยืนตรงสุดขอบทาง เพราะเห็นเป็นชั้นบันไดหินสามชั้น ทอดต่ำลงไป มองไปข้างหน้า เห็นเป็นหนทางคล้ายอุโมงค์ มีแสงสว่างสลัวๆตามผนังทั้งสองข้างและเพดานเหนือศีรษะ เห็นเป็นแสงประกายระยิบระยับ ทำให้พื้นทางเดินเบื้องล่าง สะท้อนแสงเป็นเงาแวววาว อาตมาภาพยืนพินิจดูสักอึดใจ ก็ได้ยินเสียงพูดอยู่ข้างขวาเยื้องไปข้างหลังว่า

    “นิมนต์เดินลงไปได้ พระคุณท่าน ไม่กี่ร้อยก้าวก็จะไปขึ้นทางฝั่งเวียงจันทน์ เพราะตอนนี้ลอดใต้ลำโขง”
    อาตมาภาพหันไปมองอุบาสกชราผู้พูด เห็นแกยิ้มละไมก็ยิ้มตอบ พลางว่า
    “พอละ ท่านอุบาสกที่อุตส่าห์นำมา ขอเจริญพรอนุโมทนาคุณโยมมหาอุบาสิกาวิสาขา ที่ได้มีกุศลจิตอนุเคราะห์ ให้อาตมาภาพได้มาเห็น มาพบ สิ่งที่มิได้คาดคิดว่าจะได้เห็น ขอคุณโยมจงมีความผาสุกในทิพยสมบัติ ตราบเท่าพระนิพพานเทอญ”
    อาตมาภาพหยุดมองดูอุบาสกชรา เห็นยืนพนมมือ ก้มศีรษะนิดหนึ่ง ด้วยอาการสำรวมอันงดงาม อาตมาภาพจึงกล่าวต่อไป
    “และขออนุโมทนาต่อท่านอุบาสก ด้วยกุศลเจตนา อันพร้อมด้วยไมตรีจิตของท่าน ขอท่านจงเสวยผลแห่งความเกษมสำราญ ตราบเท่าพระนิพพานเทอญ”
    ใบหน้าของอุบาสกชรา เปล่งปลั่งผุดผาดขึ้นอย่างประหลาด มือที่พนมนั้นงามผิดมือมนุษย์สามัญ เสียงกล่าวอะไรพึมพำทุ้มๆในลำคอ แล้วก็เงยขึ้นมองอาตมาภาพ ด้วยสายตาอันเป็นประกายกระจ่างอย่างชื่นชม อาตมาภาพจึงพูดเตือนขึ้นว่า
    “กลับกันเถอะอุบาสก กี่ทุ่มกี่โมงก็ไม่รู้”
    “เห็นจะตกเข้าตีสี่แหละพระคุณท่าน โอ... ท่านยังจำกัมพูฉัตรของท่านได้ ข้าเจ้ารู้ ข้าเจ้ารู้” อุบาสกชราตอบ และอะไรต่ออะไร อาตมาภาพไม่ทันคิด
    เราพากันเดินกลับมา อาตมาภาพไม่เหลียวมองอะไรอีก จำทางเข้าออกได้ดี อึดใจใหญ่ ก็ออกมายืนบนลานหิน หน้าช่องประตูทางเข้าทีแรก แล้วก็เดินขึ้นกลับมายืนปากทางเบื้องบนริมภู ท้องฟ้ายังคงสว่างสลัว และก็แปลก ที่ทำไมมองเห็นกุฎิเป็นสีขาวแต่ไกลได้ชัด ป่านนี้สามเณรคงนอนคุดคู้ ไม่รู้เรื่อง เสียงอุบาสกพูดว่า
    “นิมนต์พระคุณท่านกลับไปเถอะ ข้าเจ้าจะยืนรอส่งอยู่ที่นี่ จนกว่าพระคุณท่านจะเข้ากุฎิเรียบร้อยแล้ว ขอได้โปรดเข้าทางเก่า ที่พระคุณท่านได้ออกมา”
    อาตมาภาพเหลียวดูแวบหนึ่ง เห็นยืนพนมมืออยู่ จึงก้าวออกเดิน ทีแรกคิดว่า คงจะต้องเดินไปบนดินอย่างธรรมดา ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น จะต้องไปตามทางที่คดเคี้ยวไกลกว่าสิบกิโลเมตรทีเดียว แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ ขามาเดินก้าวลอยมาอย่างไร ก็คงก้าวลอยไปเช่นนั้น ไม่ประหลาดใจอีกต่อไป คงก้าวเดินปลิวไป ในระดับเดียวกับตอนขามา แต่ทว่าเร็วกว่า มาถึงหัวนอนกุฎิไม่ถึงสิบนาที หันไปมอง ยังคงเห็นอุบาสกชราร่างขาวโพลน ยังยืนอยู่ลิบๆ
    อาตมาภาพก้าวผ่านเข้าฝาหัวนอนกุฎิเข้าไป เหมือนไม่มีฝาฉะนั้น แปลกอัศจรรย์ใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดจะเปรียบได้อย่างไร พิงไม้เท้าไว้มุมฝา แล้วก็ลองเอามือดันฝาหัวนอนดูให้แน่ใจ มันก็คงเป็นฝาไม้ ที่แน่นด้วยตะปูตรึงอยู่นั่นเอง แล้วคราวนี้จะดันออกไปก็ไม่ได้ แล้วออกไปด้วยอำนาจอะไร? ถ้าไม่ใช่อุบาสกชรา ผู้เป็นเสมือนเทพอารักษ์ผู้นั้นบันดาล ก็จะมีใครอีกเล่า น้ำหน้าอย่างเราจะมีอะไร ขืนดันออกไป หน้าตาก็พังเท่านั้น มุดเข้ากลด หยิบนาฬิกาขึ้นดูเห็นเวลาตีสี่เกือบครึ่ง ใช้เวลาเที่ยวชมสมบัติจักรพรรดิ์ภายในถ้ำแก้ว สองชั่วโมง ขัดสมาธิสงบจิตที่หวั่นไหว เจริญภาวนาดำรงสติสัมปชัญญะตั้งมั่นต่อไป จนถึงตีห้าครึ่ง เก็บมุ้งกลด พับผ้าห่ม เปิดกุฎิออกไปล้างหน้า


    *" วัดปิปผลิวนาราม ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เป็นวัดที่หลวงพ่อกัสสปมุนี ได้ก่อตั้งขึ้น อาตมาได้มาปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2519 โดยคำแนะนำของศาสตราจารย์ระพี สาคริก ซึ่งท่านได้มาสร้างหอพระไว้ที่วัดฯ โดยปกติ หลวงพ่อกัสสปมุนี จะเข้านิโรธสมาบัติปีละครั้ง ช่วงออกพรรษา โดยจะเข้านิโรธสมาบัติเป็นเวลา 7 วัน ในวันที่ออกนิโรธสมาบัติ จะมีประชาชนมารอใส่บาตรตั้งแต่ตี 5 อาตมามาปฏิบัติกับหลวงพ่อช่วงนั้น ท่านจะให้นั่งภาวนา ครั้งละ 2 ชั่วโมง โดยหลวงพ่อคอยนำสมาธิให้ตลอด 2 ชั่วโมง ในช่วงนั้น หลวงพ่อจะเน้นให้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เจริญสติและสมาธิให้ขนานกัน(แบบไม่แนบชิดกัน) ไปพร้อมๆกัน โดยท่านอธิบายว่า โลกียฌานนั้นสติและสมาธิจะขนานกันไปแบบแนบชิดกัน ส่วนโลกุตตรฌานนั้น สติและสมาธิจะขนานกันไปแบบถอยห่างจากกัน การที่สติขนานกับสมาธิแบบถอยห่างจากกัน สติจะเห็นความเป็นไปอาการต่างๆขององค์ฌานและสามารถพิจารณา ในองค์ฌานได้ กล่าวคือ พอถึงฌาน 4 ท่านพิจารณาปฏิจจสมุปบาทต่อเลย ทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลม กำลังของฌาน 4 ของท่าน คือ ไปไหนมาไหนด้วยกายหยาบ เวลาท่านไปป่าหิมพานต์หรือสามเหลี่ยมเบอร์มูด้า ท่านก็เล่าให้ฟังว่า ท่านไปด้วยกายหยาบ ส่วนปฐมฌานนั้น ก็มีกำลังมหาศาล เหมือนพายุที่สามารถดับไฟป่าได้ ท่านเคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า หากท่านใดปฏิบัติได้ถึงปฐมฌาน สามารถเกาะชายจีวรหลวงพ่อเหาะไปทั้งกายหยาบได้เลย"

    " หลวงพ่อกัสสป มรณภาพวันที่ 11 สังหาคม 2531 ด้วยสิริมายุ 78 ปีเศษ ปัจจุบัน สรีระของหลวงพ่อได้ตั้งไว้ที่วัดให้ลูกศิษย์ได้กราบไหว้เคารพบูชา โดยท่านกล่าวว่า เมื่อถึงเวลาอันควร สรีระของท่านจะลุกไหม้ขึ้นเองด้วยอำนาจเตโชธาตุ"

    92498-3.jpg 92498-4.jpg
    เหรียญหลวงพ่อกัสสปมุณี ตอกโค๊ดกำกับสร้างปี2518
    Posted by Bermudathai at 5:11 AM


    Labels: ประวัติหลวงพ่อกัสสปมุนี เถราจาริย์ วัดปิบผลิวนาราม อ.บ้านค่าย ระยอง

    :- https://prarayong.blogspot.com/2010/05/blog-post_21.htm
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    พระมาลัยท่องสวรรค์ เปิดความลับ "วิมานแก้ว" ทำบุญแบบไหนถึงได้ไปจุติ? | #พุทธประวัติ

    ตนเล่าธรรม
    Feb 21, 2026

    พระมาลัยท่องสวรรค์ เปิดความลับ "วิมานแก้ว" ทำบุญแบบไหนถึงได้ไปจุติ?
    เคยสงสัยไหมครับว่า... หลังความตาย โลกสวรรค์ที่ใครหลายคนต่างปรารถนานั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร? และต้องสร้างบุญบารมีมหาศาลระดับไหน ถึงจะเนรมิต "วิมานแก้ว" อันสว่างไสววิจิตรตระการตาให้รอต้อนรับเราอยู่เบื้องบน? วันนี้เราจะพาไปไขความลับที่ซ่อนอยู่ในตำนานโบราณ ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้ว่าแท้จริงแล้ว กุญแจสู่สวรรค์อาจซ่อนอยู่ในสิ่งใกล้ตัวกว่าที่เราคิด ตำนานการเดินทางข้ามภพภูมิของ "พระมาลัย" พระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์หยั่งรู้ ที่ได้จาริกขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่ามกลางวิมานทองและวิมานเงินอันงดงามตระการตา ท่านได้สะดุดตากับ "วิมานแก้ว" หลังหนึ่งที่ส่องแสงทอประกายเหนือใครเบื้องบนนั้น จนต้องเอ่ยปากถาม "ท้าวสักกะเทวราช" (พระอินทร์) ถึงที่มาและผลบุญของเจ้าของวิมาน เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่เปิดประตูสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังเผยให้เห็นถึง "อานิสงส์แห่งทาน" ที่อาจไม่ได้ใช้ทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่กลับส่งผลลัพธ์ยิ่งใหญ่สะเทือนไปทั้งสวรรค์
    ในคลิปนี้คุณจะได้ฟัง:
    ✅ การเดินทางเหนือสมมติบัญญัติของพระมาลัย สู่การพบเห็นวิมานแก้วสว่างไสวที่ไม่มีใครเหมือน
    ✅ บทสนทนาสะท้านสวรรค์ระหว่างพระอรหันต์และท้าวสักกะเทวราช เพื่อไขปริศนาบุพกรรมของเจ้าของวิมาน
    ✅ เผยความลับของการ "ทำบุญ" ที่เปลี่ยนมนุษย์ธรรมดาให้กลายเป็นเทพบุตรผู้มั่งคั่งในชั่วข้ามภพ
    ✅ คติธรรมล้ำค่าที่สอนให้รู้ว่า "ทานบริสุทธิ์" เกิดขึ้นจากใจ ไม่ใช่จำนวนเงิน
    มาร่วมเดินทางข้ามภพภูมิ สำรวจสรวงสวรรค์ และค้นพบเคล็ดลับการสร้างเสบียงบุญเพื่อเป็นรากฐานให้กับชีวิต ทั้งในชาตินี้และภพเบื้องหน้าไปพร้อมๆ กันครับ ขอให้ทุกท่านรับฟังด้วยความเบิกบานและอิ่มเอมใจ

     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    ถูกหลวงตาไล่ออกจากวัด เพราะหมูเป็นเหตุ สุดท้ายก็ได้ดี// ปู่ดอน station

    ปู่ดอน station
    Oct 5, 2021

    พระอาจารย์โสภา สมโณ พระอริยสงฆ์แห่งวัดป่าแสงธรรมวังเขาเขียว จังหวัดนครราชสีมา ท่านเป็นลูกศิษย์ขององค์หลวงตามหาบัว ได้ไปอยู่ปฏิบัติภาวนาที่วัดป่าบ้านตาดกับองค์หลวงตา นานถึง 10 ปี สุดท้ายท่านได้ถูกหลวงตาไล่ออกจากวัด เพราะเอาหมูไปปล่อยไม่สำเร็จตามคำสั่ง แต่สุดท้ายท่านกลับเป็นลูกศิษย์ที่โชคดีที่สุด เพราะองค์หลวงตาให้ความเมตตาท่านมาก..

     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    ครูบาอาจารย์บางรูปสมัยก่อน ถึงขั้นสละตายเพื่อตัดใจจากสตรี

    ปู่ดอน station
    Jan 17, 2021

    พระอาจารย์บุญนาค โฆโส หรือที่รู้จักกันนาม "สามเณรบุญนาคเที่ยวกรรมฐาน" ท่านเป็นพระชื่อเสียงโด่งดังมากในด้านการจาริกธุดงค์เดี่ยวตั้งแต่เป็นสามเณร ในประวัติของท่านมีอยู่ตอนหนึ่งที่ท่านได้เล่าว่า ท่านได้พบเจอกับสตรีคู่บารมี ทำให้ท่านเกิดจิตปฏิพัทธ์ในสตรีนางนั้น จนเกือบได้สึกออกมาสร้างโลก แต่ด้วยความเด็ดเดี่ยวและมุ่งต่ออรรถต่อธรรมจริงๆของท่าน ทำให้ท่านเอาตัวรอดจนได้ ชนิดที่ว่าต้องสละเป็นสละตายเลยทีเดียว..

     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท พระอรหันต์ผู้มีกิริยาโผงผาง

    ปู่ดอน station
    Jul 22, 2026

    เรื่องราวแห่งปฏิปทาการปฏิบัติภาวนาของหลวงปู่เจี๊ยะในสมัยที่อยู่กับองค์หลวงปู่มั่น เรื่องราวที่เต็มไปด้วยความกตัญญู ความเด็ดเดี่ยว ความมีสัจจะ และการเป็นสักขีพยานแห่งธรรมที่แจ้งประจักษ์ ซึ่งทุกอย่างมีครบในองค์ๆเดียว ก็คือหลวงปู่เจี๊ยะ พระอรหันต์ผู้มีกิริยาโผงผางองค์นี้..
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท พระอรหันต์ผู้มีกิริยาโผงผาง ตอนที่ 2

    ปู่ดอน station
    Jul 26, 2026
    หลังจากที่หลวงปู่เจี๊ยะได้บรรลุถึงวิมุติธรรมสมดังใจปรารถนาแล้ว ท่านก็ยังจาริกธุดงค์ไปตามพงไพรถ้ำเงื้อมผาภูเขาเหมือนเดิม เพื่อเจริญรอยตามพระบูรพาจารย์ของท่าน ครั้นเมื่อได้คืนกลับมายังสถานที่สมควร ท่านก็ได้ทำประโยชน์มากมายฝากไว้ในพระพุทธศาสนาตราบจนสิ้นอายุขัย..

     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    ประวัติพระมาลัย เปิดตำนานด่านนรก ๑๐ ขุม

    ตนเล่าธรรม
    Mar 1, 2026

    เปิดตำนานนรก 10 ขุม ตามรอยพระมาลัย บทลงทัณฑ์ที่คนตายไม่อาจหนีพ้น
    คุณเคยสงสัยไหมว่า... หลังจากลมหายใจสุดท้ายสิ้นสุดลง วิญญาณที่เต็มไปด้วยบาปหนาจะต้องเดินทางไปที่ใด? นรกมีจริงหรือไม่? และบทลงทัณฑ์สำหรับผู้ที่ทำลายศีลธรรมจะทารุณโหดร้ายแค่ไหน? มาร่วมเปิดบันทึกลี้ลับแห่งโลกหลังความตาย ที่ทำเอาคนรวย อำนาจล้นฟ้า หรือแม้แต่คนใจแข็งที่สุดยังต้องสะพรึงกลัวเมื่อได้รับรู้!
    ตำนาน "พระมาลัย" พระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์หยั่งรู้ ทรงเมตตาเดินทางข้ามมิติสู่ขุมนรกภูมิ เพื่อทอดพระเนตรความทุกข์ทรมานของเหล่าสัตว์นรกที่กำลังชดใช้กรรม เรื่องราวที่ถูกบันทึกและเล่าขานสืบต่อกันมานับร้อยปีนี้ ไม่ใช่เพียงแค่นิทานพื้นบ้านธรรมดา แต่คือกุศโลบายอันลึกซึ้งที่สะท้อนให้เห็นถึง "กฎแห่งกรรม" อย่างเป็นรูปธรรม ทุกการกระทำย่อมมีผลตามมาเสมอ และนี่คือภาพสะท้อนแห่งความเจ็บปวดที่รอคอยผู้ฝ่าฝืนศีลธรรมอยู่ในโลกที่มองไม่เห็น
    ในคลิปนี้คุณจะได้ฟัง:
    ✅ จุดเริ่มต้นของการเดินทางข้ามมิติของ "พระมาลัย" สู่ดินแดนมืดมิดที่ไร้ซึ่งแสงสว่างแห่งความหวัง
    ✅ เจาะลึกความน่าสะพรึงของนรก 10 ขุม และบทลงทัณฑ์สุดสยองที่สอดคล้องกับกรรมชั่วของมนุษย์
    ✅ ถอดรหัสปริศนาธรรม ความลับที่ซ่อนอยู่ในคัมภีร์ ทำไมตำนานพระมาลัยถึงมีอิทธิพลต่อความเชื่อของคนไทย?
    ✅ สัจธรรมแห่งชีวิตและกฎแห่งกรรมที่เตือนสติให้เราเร่งทำความดีในขณะที่ยังมีลมหายใจ
    เพราะกรรมคือเข็มทิศชี้วัดชะตาชีวิต... หวังว่าเรื่องราวในวันนี้จะเป็นแสงสว่างนำทางให้ทุกท่านก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความดีงาม และสร้างบุญกุศลไว้เป็นเสบียงบุญในภายภาคหน้านะครับ

     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    หลวงพ่อสายทอง เตชธัมโม พระผู้มีปฏิปทาขั้นอุกฤษฏ์ อดอาหารติดต่อกัน 45 วัน เดินจงกรมติดต่อกัน 13 วัน

    ปู่ดอน station
    Dec 21, 2021
    หลวงพ่อสายทอง เตชธัมโม พระอริยสงฆ์ที่ยังทรงธาตุขันธ์อยู่ทุกวันนี้ ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่ศรี มหาวีโร เป็นพระที่มีปฏิปทาขั้นอุกฤษฏ์ ภาวนาเอาตายเข้าแลกอย่างเดียว มีความเด็ดเดี่ยวมาก เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นที่สุด ปัจจุบันท่านจำอยู่ที่วัดป่าห้วยกุ่ม อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ

    :- https://palungjit.org/threads/หลวงพ่อสายทอง-“พระผู้ศักดิ์สิทธิ์หายาก-ผู้มีบารมีแห่งวัดป่าห้วยกุ่ม”.310088/
    :-https://today.line.me/th/v3/article/vXVMDOj
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 กันยายน 2026
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    พ่อตู้อ้วน ผู้ยึดติด

    ปู่ดอน station
    Oct 17, 2025

    หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ ท่านได้เล่าถึงเรื่องราวของพ่อตู้อ้วน ซึ่งเป็นนักบุญนักปฏิบัติมาอย่างยาวนาน แต่แล้วก่อนจะตาย ก็พลาดท่าให้แก่ความยึดติด ความห่วงภายในใจ ของตน จนต้องกลายมาเป็นเปรตทนทุกข์ทรมาน กว่าจะพ้นไปได้..
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    หลวงปู่สร้อย ขันติสาโร พระผู้ถูกขนานนามว่า ครูบาศักดิ์สิทธิ์แห่งมะตะวอ// ปู่ดอน station

    ปู่ดอน station
    Jun 30, 2022

    หลวงปู่สร้อย ขันติสาโร พระอริยสงฆ์แห่งวัดมงคลคีรีเขต อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ท่านเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่สุข ธัมมโชโต วัดโพธิ์ทรายทอง ได้ศึกษาวิชาอาคมมาจากหลวงปู่สุขและหลวงพ่อมั่นแห่งวัดชุมพล อีกทั้งยังได้ศึกษากรรมฐานจากหลวงปู่แหวน ท่านเป็นพระชาวกระเหรี่ยงเคารพนับถือบูชามาก จนพวกเขาขนานนามท่านว่า “ครูบาศักดิ์สิทธิ์แห่งมะตะวอ”.
    :- https://palungjit.org/threads/ประวั...สาโร-วัดมงคลคีรีเขต-อ-ท่าสองยาง-จ-ตาก.112214/.

     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    Krubasroikhantisaro.jpg
    ครูบาสร้อย ขันติสาโร – วันจันทร์ที่ 28 ก.ย.2563 น้อมรำลึกครบรอบ 91 ปี ชาตกาล “พระครูนิมมานการโสภณ” หรือ “ครูบาสร้อย ขันติสาโร” วัดมงคลคีรีเขตร์ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก พระเกจิที่ได้รับการขนานนามว่า เทพเจ้าแห่งท่าสองยาง...
    เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 28 ก.ย.2472 ตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 10 ปีมะเส็ง ที่ตำบลละหานทราย อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์

    เมื่ออายุ 7 ขวบ มารดาถึงแก่กรรม จึงอยู่ในความดูแลของยายที่ชอบเข้าวัดฟังธรรม และมักพาไปด้วยเสมอ ทำให้ใกล้ชิดกับวัด

    จวบจนอายุ 22 ปี จึงอุปสมบท มีหลวงพ่อมั่น เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อสุข วัดโพธิ์ทรายทอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อสุต เป็นพระอนุสาวนาจารย์.
    ได้รับฉายา ขันติสาโร

    หลังบวช หลวงพ่อสุขชักชวนไปอยู่ด้วย ซึ่งส่วนตัวมีความเลื่อมใสและประสงค์ขอเรียนวิทยาคมด้วยอยู่แล้ว

    ในช่วงต้นหลวงพ่อสุขเน้นหนักในเรื่องการปฏิบัติกัมมัฏฐาน ในพรรษาถัดมา หลวงพ่อมั่น ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์มรณภาพ จึงกลับไปจัดงาน เสร็จสิ้นแล้วจึงกลับมายังวัด

    หลวงพ่อสุขได้เริ่มสอนวิชาต่างๆ คือ การตรวจดูบุญวาสนา เพื่อช่วยในการรักษาโรคภัยต่างๆ

    พ.ศ.2497 ขอลาหลวงปู่สุขเข้าสู่กรุงเทพ มหานคร โดยจุดหมายคือ วัดมหาธาตุฯ ด้วยขณะนั้นขึ้นชื่อในเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านได้อยู่ศึกษาเป็นเวลา 7 เดือน จึงลาพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ) ผู้สอน กลับคืนยังบุรีรัมย์ เมื่อญาติโยมได้รู้ข่าวการกลับมา จึงได้ต้อนรับและนิมนต์ให้อยู่ที่วัดกลางนา
    แต่หลังจากออกพรรษาตัดสินใจออกธุดงค์ ถือรุกขมูลลัดเลาะไปตามจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ ต่อไปยังอุบลราชธานี จนยาวไปถึงนครพนม ข้ามไปยังฝั่งลาวแล้วข้ามกลับมายังมุกดาหาร ต่อเรื่อยไปจนเข้าสู่เทือกเขาภูพาน เขตสกลนคร เรื่อยไปจนเข้าหล่มสักเข้าพิษณุโลก ซึ่งช่วงนี้ท่านหลงป่าอยู่ จนทะลุออกมายังอุตรดิตถ์

    จากการหลงป่าครั้งนี้ จึงเปลี่ยนมาเดินโดยใช้เส้นทางรถไฟช่วย ล่วงได้ 7 วัน ก็ถึงดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ได้มีโอกาสพบหลวงปู่แหวน สุจิณโณ พระสายปฏิบัติชื่อดัง และได้ขอศึกษาข้อธรรมต่างๆ

    หลวงปู่แหวนเน้นไปทางอสุภกัมมัฏฐาน ซึ่งช่วงนี้จึงพบกับหลักธรรมที่ลึกซึ้งมากขึ้น จากนั้นกราบลาหลวงปู่แหวน ออกธุดงค์ถือรุกขมูลไปจนถึงแม่สะเรียง พักที่วัดศรีบุญเรือง

    ตั้งใจจะไปที่แม่ฮ่องสอน แต่ด้วยติดกาลพรรษา จึงได้อยู่จำพรรษาที่วัดศรีบุญเรือง จนล่วงกาลพรรษา จะออกเดินทางต่อ ได้ทราบจากญาติโยมว่าที่ท่าสองยางมีวัดร้างอยู่

    จึงได้ไปดูสถานที่แห่งนั้น พบว่าเงียบสงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม จึงได้ตกลงใจสร้างวัดมงคลคีรีเขตร์
    ครูบาสร้อยได้พัฒนาวัดมงคลคีรีเขตร์ จนเจริญรุ่งเรืองเป็นที่รู้จักของญาติโยมและคณะศรัทธา

    ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2541

    สิริอายุ 69 พรรษา 49.
    :- https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/amulets/news_4995389
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2026
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    หลวงปู่เพียร วิริโย พระที่หลวงตามหาบัวบอกว่า..เป็นผู้สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง

    ปู่ดอน station
    Nov 21, 2021
    หลวงปู่เพียร วิริโย พระอรหันต์แห่งวัดป่าหนองกอง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ท่านคือศิษย์ก้นกุฏิหลวงตามหาบัว เป็นพระที่หลวงตาการันตีแบบเต็มๆและตรงๆว่า..เป็นผู้สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง หรือ เป็นเป็นพระอรหันต์ นั่นแล ท่านเป็นพระที่มีความมักน้อยสันโดษ ไม่ชอบความยุ่งยาก แต่ชอบที่จะทำความเพียร สมกับฉายานามของท่านที่ว่า “วิริโย” ซึ่งแปลว่า “ผู้มีความพากเพียร”..

     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    7.jpg
    ประวัติ

    ชาติกำเนิด
    หลวงปู่เพียร วิริโย นามเดิมของท่านคือ เฟือน จันใด ต่อมาพระอาจารย์ได้เมตตาเปลี่ยนชื่อให้ใหม่เป็น เพียร[2] เป็นบุตรของนายพา - นางวัน จันใด เกิดวันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2469 ที่บ้านศรีฐาน ตำบลศรีฐาน อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดอุบลราชธานี หรือ จังหวัดยโสธร ในปัจจุบัน

    อุปสมบท
    บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดป่าศรีฐาน ตำบลกระจาย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2490 เมื่ออายุครบ 22 ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเดียวกัน โดยมีพระครูพิศาลศีลคุณเป็นพระอุปัชฌาย์[2]

    ศึกษาธรรม
    หลังศึกษาพระธรรมระยะหนึ่ง ก็ออกธุดงค์ไปตามที่ต่าง ๆ จนได้เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสนาภาคอีสาน เมื่อสิ้นบุญหลวงปู่มั่น หลวงปู่เพียรได้ตามหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนมาสร้างวัดป่าบ้านตาดจนแล้วเสร็จ ต่อมาได้ออกธุดงค์ไปจำวัดอยู่กับหลวงปู่บัว ปริปุณฺโณ วัดราษฎรสงเคราะห์ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี กระทั่งมาพบสถานที่สร้างวัดป่าหนองกอง เห็นว่าเป็นที่สงบเหมาะสร้างวัดปฏิบัติธรรม หลวงปู่เพียรจึงสร้างวัด ณ สถานที่แห่งนี้จนมั่นคงสืบมา

    มรณภาพ
    หลวงปู่เพียร เริ่มมีอาการอาพาธเมื่อปี พ.ศ. 2546 กระทั่งในปี 2548 ได้เข้ารับการตรวจรักษาที่ รพ.ศูนย์อุดรธานี แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคปอดและโรคหัวใจ ต่อมาในปี 2552 ก็เข้ารับการตรวจรักษาบ่อยขึ้น ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ลูกศิษย์ได้นำหลวงปู่เพียรที่มีอาการอาพาธส่ง รพ.ศูนย์อุดรธานี และได้รับการส่งต่อไปรักษาที่ รพ.ศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น ก่อนที่หลวงปู่จะมรณภาพด้วยอาการสงบ เมื่อเวลา 01.28 น. ของวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

    งานฌาปนกิจศพหลวงปู่เพียรจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552[3] อัฐิหลวงปู่เพียรได้แปรสภาพเป็นพระธาตุในเวลาต่อมา
    :- https://th.wikipedia.org/wiki/หลวงปู่เพียร_วิริโย
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    หลวงพ่อดิ่ง คังคสุวรรณโณ (วัดบางวัว)

    หลวงพ่อดิ่ง คังคสุวัณโณ วัดบางวัว อาคมขลัง

    อาจารย์ยอด
    Jan 29, 2017
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 กันยายน 2026
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    ประวัติและปฏิปทา
    หลวงพ่อดิ่ง คังคสุวัณโณ

    วัดบางวัว (วัดอุสภาราม)
    อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา

    -วัดบางวัว.jpg
    หลวงพ่อดิ่ง คังคสุวัณโณ วัดบางวัว (วัดอุสภาราม) อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
    หลวงพ่อดิ่ง คังคสุวัณโณ วัดบางวัว (วัดอุสภาราม) ต.บางวัว อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา หนึ่งในพระเกจิชื่อดังในยุคอินโดจีน
    ◉ ชาติภูมิ
    หลวงพ่อดิ่ง คังคสุวัณโณ เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ.๒๔๒๐ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๔ ปีฉลู จ.ศ.๑๒๓๙ ที่บ้านบางวัว ต.บางวัว อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา บิดาชื่อ นายเหม และมารดา ล้วน เหมล้วน มีพี่น้องทั้งหมดรวม ๑๖ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๘

    พอเข้าวัยการศึกษา บิดามารดาได้นำท่านไปฝากให้ศึกษาเล่าเรียนอยู่กับพระภิกษุสงฆ์ที่วัดบางวัว ซึ่งท่านก็ได้รับการอุปถัมภ์ด้วยดี รสพระธรรมได้ซึมซาบเข้าไปในจิตใจของท่านอย่างลึกซึ้ง ยามว่างก็จะเข้ามาช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพ คือ การทำนา สมัยก่อนทำนาปีละครั้ง ด้วยเหตุนี้ชาวนาจึงมีเวลาว่างมาก เพราะต้องรอคอยฤดูฝนจึงจะทำนากันได้

    อุปสมบท
    อายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๔๐ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีระกา ณ พัทธสีมา วัดบางวัว โดยมี พระอาจารย์ดิษฐ์ พฺรหฺมสโร วัดบางสมัคร ต.บางสมัคร อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จ่าง วัดบางสมัคร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์ปลอด วัดบางวัว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “คงฺคสุวณฺโณ” อันมีความหมายเป็นมงคลว่า “ผู้มีจิตชุ่มเย็นเช่นดังแม่น้ำ และแกร่งเช่นดังทองคำ
    นับตั้งแต่นั้นมาท่านก็ซาบซึ้งในรสของพระธรรม และครองสมณเพศจนตลอดสิ้นอายุขัย

    หลังจากอุปสมบทแล้วท่านได้อยู่จำพรรษาที่วัดบางวัว เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยจากพระอุปัชฌาย์เป็นเวลา ๒ พรรษา หลังจากนั้นท่านก็เดินทางเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรม ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม (วัดสามจีน) ในสมัยที่หลวงพ่อโม ยังมีชีวิตอยู่

    จากคำบันทึกที่หลวงพ่อดิ่งได้เล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า ขณะที่มาอยู่ที่วัดไตรมิตรฯ เพียง ๑ พรรษา พระอธิการเปีย เจ้าอาวาสวัดบางวัว ก็มรณภาพลง พระภิกษุในวัดและญาติโยมได้ประชุมปรึกษากันมีมติให้ไปนิมนต์ท่านกลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อไป

    ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่อาจขัดศรัทธาของญาติโยมได้ จึงเดินทางมาครองวัดบางวัวตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๔๓ เรียกว่าบวชเพียง ๓ พรรษาก็ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบางวัว
    เมื่อ หลวงพ่อดิ่ง ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสท่านก็เริ่มพัฒนาถาวรวัตถุต่างๆ ในวัด ซึ่งขณะนั้นกำลังชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ได้พัฒนาให้มีการศึกษาพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุ-สามเณร หลวงพ่อดิ่งได้เล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังเสมอว่า อาจารย์ที่ฉันได้เล่าเรียนวิชามาด้วยกันจริงๆ มีอยู่ ๓ องค์ คือ
    ๑. หลวงพ่อดิษฐ์ พฺรหฺมสโร วัดบางสมัคร ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของฉันเอง
    ๒. หลวงพ่อเปิ้น วัดบ้านเก่า ต.บ้านเก่า อ.พานทอง จ.ชลบุรี (องค์นี้ท่านเก่งมาก ขนาดปราบฝรั่งที่มันมาเผยแพร่ศาสนาคริสต์จนต้องยอมสยบต่อท่าน แน่ไม่แน่ขนาดฝรั่งยิงปืนไปที่โบสถ์วัดบ้านเก่า ไม่ออกก็แล้วกัน)
    ๓. หลวงพ่อเปอะ วัดจวนเขื่อนขันธ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ (องค์นี้ท่านเก่งทางสมุนไพร แพทย์แผนโบราณ)

    สมณศักดิ์และหน้าที่ทางคณะสงฆ์
    ในปี พ.ศ.๒๔๔๓ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดบางวัว
    ในปี พ.ศ.๒๔๔๕ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระกรรมวาจาจารย์
    ในปี พ.ศ.๒๔๕๒ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลบางวัว
    ในปี พ.ศ.๒๔๖๓ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์
    ในปีพ.ศ.๒๔๗๖ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเจ้าคณะแขวงอำเภอบางปะกง (ผู้ช่วยเจ้าคณะอำเภอบางปะกง ในปัจจุบัน)
    ในปี พ.ศ.๒๔๗๙ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะแขวงอำเภอบางปะกง (เจ้าคณะอำเภอบางปะกง ในปัจจุบัน)
    ในปี พ.ศ.๒๔๘๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูพิบูลย์คณารักษ์

    ◉ วัตถุมงคล
    วัตถุมงคลของ หลวงพ่อดิ่ง มีอยู่หลายอย่างเช่นเหรียญ ตะกรุดโทนและตะกรุด ๗ ดอก ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ ลูกอม และหนุมาน ที่เรียกกันว่าลิงหลวงพ่อดิ่งนั่นแหละครับ วัตถุมงคลของหลวงพ่อดิ่งล้วนแล้วหายากทั้งสิ้น

    หลวงพ่อดิ่ง ท่านเป็นพระเถราจารย์ยุคอินโดจีนที่เคร่งในวัตรปฏิบัติ มีเมตตาจิต และเชี่ยวชาญแตกฉานในทุกสาขาวิชา รวมถึงพุทธาคมต่างๆ ทั้งเป็นที่รักเคารพและศรัทธาของบรรดาลูกศิษย์ลูกหา วัตถุมงคลของท่านล้วนทรงไว้ซึ่งพุทธานุภาพเป็นที่นิยมสะสมทั้งสิ้น ซึ่งมีอยู่หลายอย่างเช่นเหรียญ ตะกรุดโทนและตะกรุด ๗ ดอก ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ ลูกอม และหนุมาน ที่เรียกกันว่าลิงหลวงพ่อดิ่ง

    วัตถุมงคลของหลวงพ่อดิ่ง ล้วนแล้วหายากทั้งสิ้นที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษและปัจจุบันนับว่าหาดูหาเช่าได้ยากยิ่ง เพราะผู้มีไว้ต่างหวงแหน คือ “ลิงไม้แกะ” ที่แกะจากรากต้นรักและรากต้นพุดซ้อนอันทรงพุทธานุภาพ
    และ “เหรียญปั๊มรูปเหมือน รุ่นแรก ปี ๒๔๘๑” ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ คณะศิษย์ มรรคนายกของวัด และญาติโยมผู้เคารพเลื่อมใส ได้พร้อมใจกันจัดงานพิธีทำบุญอายุครบ ๖๑ ปี ถวายแด่หลวงพ่อดิ่ง ในงานพิธีนี้ท่านได้ปลุกเสกวัตถุมงคล ประเภทเหรียญแจกคณะศิษย์ มีด้วยกัน ๓ แบบ คือ เหรียญพระพุทธรูปจำลองพระประธานอุโบสถ เหรียญรูปไข่ขนาดเล็ก เนื้อเงินลงยา มีจำนวนน้อย เหรียญรูปไข่ขนาดใหญ่ เนื้อทองแดง มีจำนวนประมาณ ๑,๐๐๐ เหรียญ

    สำหรับพระเครื่อง “เหรียญปั๊มรูปเหมือน รุ่นแรก ปี ๒๔๘๑” ที่ท่านสร้างในโอกาสทำบุญอายุครบ ๖๑ ปี โดยสร้างเป็นเนื้อทองแดง และเพิ่มเนื้อพิเศษสำหรับแจกกรรมการเป็นเนื้อเงินลงยา ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก

    -หลวงพ่อดิ่ง-วัดบางวัว.jpg
    เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อดิ่ง คังคสุวัณโณ วัดบางวัว (วัดอุสภาราม) อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา

    มีลักษณะเป็นเหรียญปั๊มหูเชื่อมเช่นเดียวกันนั้น เหรียญปั๊มรูปเหมือน รุ่นแรก เนื้อทองแดง เหรียญรูปไข่ขนาดใหญ่
    ด้านหน้ายกขอบโดยรอบ ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อดิ่งครึ่งรูป มีอักษรไทยกำกับโดยรอบว่า “พระครูพิบูลย์คณารักษ์ เจ้าคณะแขวงอำเภอบางปะกง วัดอุสภาราม ฉะเชิงเทรา

    ด้านหลังยกขอบโดยรอบ ตรงกลางเป็นยันต์ ภายในบรรจุอักขระขอมว่า “มิ มะ นะ อะ อุ

    ล่างสุดเป็นปี พ.ศ.ที่สร้าง คือ “พ.ศ.๒๔๘๑” ส่วนเหรียญปั๊มรูปเหมือน รุ่นแรก เนื้อเงินลงยา เหรียญรูปไข่ขนาดเล็ก
    ด้านหน้ากรอบใน ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อดิ่งครึ่งรูป ด้านบนเป็นปี พ.ศ. ที่สร้าง คือ “๒๔๘๑” กรอบนอก เป็นอักษรไทยจารึกว่า “ทำบุญที่ระลึกอายุ ๖๑ ปี พระครูพิบูลย์คณารักษ์” ด้านหลังพื้นเรียบ

    ปี พ.ศ.๒๔๘๓ หลวงพ่อดิ่ง ทำพิธีปลุกเสก ลิงจับหลัก หรือ หนุมานแกะ ซึ่งการทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลในครั้งนั้นจัดพิธีใหญ่มาก มีการทำพิธีตัดไม้ข่มนาม มีการเอาหนังเสือมาปูทับอาวุธนานาชนิด แล้วหลวงพ่อดิ่งก็ขึ้นไปนั่งปลุกเสกบนหนังเสือ ปลุกเสกจนสว่าง โดยที่หลวงพ่อดิ่งไม่ลุกขึ้นไปไหนเลยขณะที่ปลุกเสกลิงจับหลัก

    การบูชาให้ถูกต้องตามตำราของหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว จะต้องตั้งนะโม ๓ จบก่อน แล้วค่อยว่าพระคาถาหนุมาน ดังนี้
    หนุมานะ นะ มะ พะ ทะ ตามกำลังวัน เช่น วันเสาร์ ๑๐ วันอาทิตย์ ๖ วันจันทร์ ๑๕ วันอังคาร ๘ เป็นต้น
    ถ้าเข้าหาผู้ใหญ่ ให้นำลิงจับหลักจุ่มน้ำมันจันทน์แล้วเจิมที่หน้าผาก

    สำหรับคุณวิเศษของลิงจับหลัก หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว นั้น เป็นที่รู้กันว่าดี ทั้งทางคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด และเมตตามหานิยม

    ◉ มรณภาพ
    หลวงพ่อดิ่ง คังคสุวัณโณ ท่านได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ ในวันธรรมสวนะ ขณะที่พระสงฆ์จะทำสังฆกรรมสวดปาฏิโมกข์ ตรงกับวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๕ สิริอายุรวมได้ ๗๕ ปี พรรษา ๕๔
    :- https://www.108prageji.com/หลวงพ่อดิ่ง-วัดบางวัว/
     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    ประสบการณ์ธุดงค์ของเณรน้อยผู้เด็ดเดี่ยว

    ปู่ดอน station
    Aug 6, 2026
     
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    พระอริยสงฆ์ผู้มีนิมิตที่เป็นความจริงอัศจรรย์

    ปู่ดอน station
    Nov 14, 2025
    หลวงปู่สอ พันธุโล พระอริยสงฆ์อีกรูปหนึ่งในสายพระป่ากรรมฐานที่มีนิมิตอัศจรรย์มากมาย และเป็นนิมิตที่ปรากฏเป็นความจริงเสียด้วย จนสร้างความฮือฮาขึ้นในแวดวงค์กรรมฐาน เรื่องราวของท่านมีสาระน่าสนใจและน่าเอาเยี่ยงอย่างทางปฏิปทามาก เพราะท่านคือทายาทธรรมขององค์หลวงตามหาบัว..

    :- https://palungjit.org/threads/999-หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์-และประวัติ-หลวงปู่สอ-พันธุโล-วัดป่าบ้านหนองแสง-999.260617/
    พระพุทธสิริสัตตราช (หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์)
    IMG.jpg

    “พระพุทธสิริสัตตราช” สัตต-เจ็ด,ราชกษัตริย์ หรือพระพุทธรูป
    หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ผู้ทรงเป็น “ศิริ” แห่งแผ่นดิน เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก
    คล้ายศิลปะสมัยเชียงแสน หรือทางเวียงจันทน์ อายุตามสันนิษฐานของกรม
    ศิลปากร ประมาณ ๘๐๐ กว่าปี มีลักษณะคือ มีพญางูใหญ่ ๗ ตัว ๗ หัว
    แผ่ปกคลุมองค์พระอยู่ หลวงปูท่านเล่าประวัติความเป็นมาว่า
    เมื่อท่านปฏิบัติธรรมได้ ๒ พรรษา ขณะท่านนั่งสมาธิอยู่ เห็นงูตัวใหญ่สีทอง
    เลื้อยเข้ามา ตาท่านไม่ได้ลืม แต่จิตภายใน มองเห็นงูถนัด งูเลื้อยขึ้นมาพันตัว
    แล้วดันตัวท่านขึ้นขดลำตัวเป็นวงกลมให้ท่านนั่ง ซึ่งนิมิตนี้ เองเป็นจุดเริ่มต้น
    ที่จะให้ได้มาซึ่งพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ "หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์"
    :- https://bpkinfo.egat.co.th/holy.html
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 กันยายน 2026 at 23:36
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    62,744
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +38,975
    ประวัติพระเจ้าอโศกมหาราช ถ้าไม่มีอโศก โลกจะไม่มีศาสนาพุทธวันนี้?

    ตนเล่าธรรม
    Jan 3, 2026

    จาก "ทรราชผู้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" สู่ "ธรรมราชาผู้ค้ำจุนศาสนา" ถ้าไม่มี "พระเจ้าอโศก" โลกอาจไม่มีพุทธศาสนาในวันนี้?
    คุณเคยสงสัยไหม? ว่าทำไมพุทธศาสนาที่กำเนิดในอินเดีย ถึงสามารถแผ่ขยายมาไกลถึงเมืองไทย จีน ญี่ปุ่น และทั่วโลกได้? คำตอบอาจอยู่ที่บุรุษผู้หนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามว่า "จัณฑาโศก" หรือ "อโศกผู้โหดเหี้ยม" กษัตริย์นักรบผู้เดินลุยเลือดขึ้นสู่บัลลังก์และทำสงครามฆ่าคนนับแสนที่แคว้นกาลิงคะ... แต่แล้ววันหนึ่ง ท่ามกลางกองศพและกลิ่นคาวเลือด น้ำตาแห่งความสลดสังเวชใจกลับเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นคนละคน
    หากไม่มีจุดเปลี่ยนในวันนั้น และหากไม่มีการอุปถัมภ์สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ของพระองค์ พุทธศาสนาอาจเป็นเพียงลัทธิเล็กๆ ที่สูญหายไปตามกาลเวลา
    คลิปนี้ ตนเล่าธรรม จะพาคุณย้อนรอยประวัติศาสตร์มหากาพย์ ของกษัตริย์ผู้พลิกโฉมหน้าพุทธศาสนาไปตลอดกาล
    ในคลิปนี้คุณจะได้ฟัง:
    ✅ เส้นทางอำนาจ: จากเจ้าชายผู้ถูกมองข้าม สู่จักรพรรดิผู้พิชิตชมพูทวีป
    ✅ จุดเปลี่ยนสำคัญ: โศกนาฏกรรมที่ "สงครามกาลิงคะ" ที่เปลี่ยนยักษ์มารให้เป็นเทวดา
    ✅ ภารกิจยิ่งใหญ่: การส่งสมณทูต 9 สาย (รวมถึงสายที่มาสุวรรณภูมิ)
    ✅ มรดกของพระเจ้าอโศก: เสาอโศกและหลักธรรมที่ยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน
    มาร่วมฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เข้มข้นยิ่งกว่านิยาย และร่วมรำลึกถึงพระคุณของมหาราชผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้ไปพร้อมกันครับ

     

แชร์หน้านี้

Loading...