ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เซ่นพิษสงคราม! ‘ธปท.’เผยเศรษฐกิจ เม.ย.69 ชะลอตัว-‘ดุลบัญชีเดินสะพัด’ลบ 7.6 พันล้านดอลล์
    #สำนักข่าวอิศรา

    อ่านเพิ่มเติม : https://www.isranews.org/article/isranews-news/147167-Bot-economic-in-Apr-2026-news.html

    https://www.facebook.com/share/1TaFEhMbYb/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    UPDATE: Ipsos เผยคนไทยเข้าสู่ภาวะ ‘เฝ้าระวัง’ กลุ่มรายได้สูงกลับรัดเข็มขัดหนักกว่ากลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ 71% มองเศรษฐกิจแย่

    ผลสำรวจล่าสุดสะท้อนว่าคนไทยกำลังเข้าสู่ภาวะกังวลรอบด้าน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ, การเมือง และความมั่นคงในชีวิต

    บริษัท อิปซอสส์ จำกัด (Ipsos) เปิดเผยผลวิจัย ‘What Worries Thailand? H1 2026’ ที่ติดตามความกังวลของคนไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 ถึงเมษายน 2569 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงในทุกมิติ ลงไปต่ำสุดเกือบเท่าช่วงโควิด โดยคนไทยถึง 71% มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในขั้น 'แย่' ซึ่งเพิ่มขึ้น 17 จุดภายในเดือนเดียว

    ‘คอร์รัปชัน’ นำความกังวล เงินเฟ้อกลับเข้า Top 5

    ผลสำรวจพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของคนไทย หรือ 49% ระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันทางการเมืองและการเงิน คือความกังวลอันดับหนึ่งของประเทศ ตามมาด้วยปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมทางสังคม 41%, ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างประเทศ 27%, เงินเฟ้อ 27% และอาชญากรรมและความรุนแรง 24%

    ที่น่าสังเกตคือความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับเข้าสู่ 5 อันดับแรกอีกครั้ง แซงปัญหาอาชญากรรมและการว่างงาน ขณะที่ความกังวลเรื่องสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูงติด 1 ใน 10 ของโลก

    ความกังวลดังกล่าวสะท้อนออกมาในมุมมองต่อทิศทางประเทศ โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่คนไทยส่วนใหญ่ถึง 56% มองว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด

    เมื่อมองไปที่สถานะการเงินส่วนบุคคล มีเพียง 36% ที่เชื่อว่าสถานะการเงินของตนจะดีขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า ลดลงจาก 50% ในเดือนมีนาคม ขณะที่ 56% ระบุว่ามีความมั่นใจน้อยลงต่อการลงทุน รวมถึงการออมเพื่อวัยเกษียณและการศึกษาของบุตรหลาน ซึ่งเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ความเชื่อมั่นดิ่งทุกมิติ กลุ่มรายได้สูงรัดเข็มขัดหนักสุด

    ผลสำรวจ Ipsos Global Consumer Confidence Index เดือนเมษายน 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมของไทย (National Index) ลดลงมาอยู่ที่ 45.5 จุด จาก 57.2 จุดเมื่อต้นปี หรือลดลง 10.9 จุด ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในรอบเดือนที่ผ่านมา

    เมื่อแยกตามมิติ ดัชนีความคาดหวังในอนาคต (Expectations Index) ลดลงมากที่สุดถึง 14.3 จุด ตามด้วยดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุน (Investments Index) ลดลง 13.4 จุด, ดัชนีมุมมองต่อเศรษฐกิจปัจจุบัน (Current Index) ลดลง 12.4 จุด และดัชนีความมั่นใจด้านการจ้างงาน (Jobs Index) ลดลง 6.8 จุด

    ในระดับภูมิภาค จาก 31 ประเทศที่สำรวจ พบว่า 5 ใน 6 ประเทศที่ดัชนีลดลงมากที่สุดอยู่ในเอเชียแปซิฟิก โดยไทยลดลงสูงที่สุดที่ 10.9 จุด ทิ้งห่างมาเลเซียที่ 6.1 จุด, เกาหลีใต้ 5.1 จุด, ญี่ปุ่น 4.7 จุด และออสเตรเลีย 4.6 จุด ถือเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เริ่มสำรวจ รองจากช่วงโควิดในปี 2563

    ความเชื่อมั่นที่ลดลงส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายโดยตรง โดย 62% ของคนไทยระบุว่าไม่กล้าซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์ เพิ่มขึ้น 18 จุดจากเดือนมีนาคม ขณะที่ 51% รู้สึกไม่สบายใจในการซื้อของใช้ในครัวเรือน เพิ่มขึ้น 16 จุด

    จุดที่น่าสนใจคือ กลุ่มครัวเรือนรายได้สูงกลับเป็นกลุ่มที่ระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากที่สุด นำหน้ากลุ่มรายได้ปานกลางและต่ำอย่างชัดเจน โดยในกลุ่มสินค้าชิ้นใหญ่ ความไม่สบายใจของกลุ่มรายได้สูงเพิ่มขึ้น 23% เทียบกับกลุ่มกลางและต่ำที่ลดลง 1% ส่วนในกลุ่มของใช้ในครัวเรือน กลุ่มรายได้สูงเพิ่มขึ้น 24% เทียบกับกลุ่มกลางที่ 3% และกลุ่มต่ำที่ 2%

    รถยนต์ยังจำเป็น EV มาแรง และ 3 โจทย์ของแบรนด์

    แม้จะอยู่ในภาวะระมัดระวังการใช้จ่าย แต่รถยนต์ยังเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตของคนไทย โดย 49% มองว่าการใช้ชีวิตโดยไม่มีรถยนต์เป็นไปไม่ได้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 43% ขณะเดียวกัน ภายใต้วิกฤตราคาพลังงาน ผู้บริโภคเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ โดย 60% ระบุว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งสูงกว่าตลาดอเมริกาเหนือและยุโรปอย่างชัดเจน

    ส่วนความกังวลเรื่องสงคราม คนไทย 33% คาดว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี และอีก 25% เชื่อว่าจะยาวนานกว่านั้น สะท้อนความกังวลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

    จากภาพดังกล่าว Ipsos เสนอ 3 แนวทางให้ธุรกิจและแบรนด์รับมือกับความเชื่อมั่นที่ลดลง

    แนวทางแรก แบรนด์ต้องให้น้ำหนักกับ ‘คุณค่า’ และ ‘ความเชื่อมั่น’ เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่ามากขึ้น การพึ่งภาพลักษณ์พรีเมียมหรือราคาสูงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แบรนด์ต้องพิสูจน์คุณค่าที่จับต้องได้ ทั้งด้านความคุ้มค่า, ความน่าเชื่อถือ และความอุ่นใจ

    แนวทางที่สอง วิกฤตราคาพลังงานกำลังเร่งให้ผู้บริโภคหันสู่ทางเลือกที่ยั่งยืนและประหยัด ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า, รถไฮบริด และพฤติกรรมประหยัดพลังงาน โดยความยั่งยืนกลายเป็นความต้องการเร่งด่วนของผู้บริโภค มากกว่าการเป็นเพียงวาระ ESG ระยะยาว

    แนวทางที่สาม ความเข้าใจบริบทท้องถิ่นและการมีซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น จะเป็นความได้เปรียบสำคัญ เพราะแต่ละประเทศตอบสนองต่อวิกฤตต่างกันตามระดับการพึ่งพาพลังงาน, นโยบายภาครัฐ และเสถียรภาพทางการเมือง

    ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

    #TheStandardWealth
    #TheStandardPhoto #ฐานิสสุดโต

    https://www.facebook.com/share/p/1DsbUS48dZ/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ข่าวที่ร้อนแรงที่สุดในแถบแอฟริกา
    รองจากข่าวการระบาดของอีโบลา

    ตรวจสอบดูแล้วก็ เต็มฟีด แต่เราไม่ค่อยรู้จักสํานักข่าวแถบนั้นนะ ก็เลยแยกประเทศไม่ได้ แต่เอาเป็นว่า โซเชียลแอฟริกาเต็มฟีดตอนนี้

    ซึ่งข่าวนี้ยกระดับเป็นข่าวระดับทวีป เพราะมีการระบุ ชื่อประเทศ แต่ทิ้งท้ายว่า "ชาวแอฟริกันทั้งหมด ต้องออกนอกอาณาจักรกัมพูชา"

    ทางไนจีเรีย (ไม่แน่ใจตําแหน่ง) ได้ออกมา โวยเรื่องนี้อย่างแรงผ่านสื่อของไนจีเรีย เพราะเป็นประเทศที่ถูกระบุ อยู่ในเอกสารดังกล่าว

    สําหรับเรื่องนี้ทางการกัมพูชาจะปฏิเสธว่าเป็นเพียงข่าวปลอมไม่ได้เพราะจากการตรวจสอบของสื่อ ในแอฟริการะบุว่าชื่อประเทศที่ถูกระบุ อยู่ในจดหมายดังกล่าว เป็นประเทศที่กัมพูชาเดินทางมาเจรจา ในการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยว ข้อมูลตรงนี้มีแต่ทางการกัมพูชาเท่านั้นที่ทราบดี หากเป็นการปลอมขึ้นมา แต่รายละเอียดกลับ ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ได้เปิดเผยสู่สาธารณชน

    มีการนําเอกสารชื่อลายเซ็นไปเปรียบเทียบ รวมไปถึงตราประทับและก็พบว่ามีความเหมือนกับ ประกาศสั่งการตามปกติ รวมไปถึงเลขเอกสาร

    และทางไนจีเรียกล่าวว่า มีกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ระบุชัดเจนว่าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านนโยบายใดๆก็ตาม ที่มีความจําเป็นให้ ชนชาติอื่นต้องออกนอกประเทศ มันมีกฎกติกาอยู่ค่ะ ตรงนี้เราไม่แม่นนะ

    เขาชี้ให้เห็นว่าหากมีการประกาศจริง ระยะเวลาสั้นเกินไปและไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามหรือภาวะสําคัญ และจุดที่ขัดกับกฎหมายสากลก็คือ หากชาวต่างชาติไม่ได้กระทําความผิดใดๆ และถูกจับกุมหลังวันที่สามสิบเอ็ดนี้ จะถูกคุมขังทันที ตรงนี้ขัดกับกฎหมายสากลหลายข้อมากค่ะ ซึ่งทางในจีเรียกําลังร้องเรียนเรื่องนี้อยู่
    FB_IMG_1780127518314.jpg FB_IMG_1780127521170.jpg FB_IMG_1780127523359.jpg FB_IMG_1780127525392.jpg FB_IMG_1780127527414.jpg FB_IMG_1780127529941.jpg FB_IMG_1780127532062.jpg FB_IMG_1780127534013.jpg FB_IMG_1780127536393.jpg FB_IMG_1780127538427.jpg
    #scambodia
    #banafrican
    #ransom
    #cambodiabanallafrican
    #cambodia
    #hunsen
    https://www.facebook.com/share/18vHd7FUrU/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "กัมพูชาสั่งขับไล่ชาวแอฟริกาที่อยู่ในประเทศ ออกทั้งหมดภายใน 31 พฤษภาคมนี้ หากจับกุมได้หลังจากนั้นติดคุกสองปี จ่ายเงินค่าไถ่แปดพันดอลลาร์"
    .
    .
    .
    ตอนแรกมองข้ามประเด็นนี้ไปละ ขอบคุณลูกเพจที่ส่งข้อมูลมาให้

    เล่าใหม่เลยนะ
    เรื่องนี้เริ่มมาจากมีสื่อของแอฟริกาสองเจ้า เจ้านึงคือกานานิวส์ ออกมาเปิดเผยว่า กัมพูชา เตรียมไล่คนแอฟริกาออกนอกประเทศภายในวันที่ 31 นี้ ซึ่งไม่เคยประกาศแจ้ง พวกเขามาก่อน จู่ๆ ก็ประกาศเลย

    แถมยังมีสิ่งที่เรียกว่าโทษปรับ หมายถึงถ้าถูกจับกุมตัวได้หลังวันที่ 31 จะไม่ถูกส่งกลับประเทศต้นทาง จะถูกจําคุกสองปี ต้องชำระเงิน 8,000 ดอลลาร์ก่อน จึงจะถูกส่งออกนอกประเทศได้

    ในมุมมองของคนแอฟริกา มองไปในทางเดียวว่านี่มันคือการลักพาตัวเรียกค่าไถ่ชัดๆ เพราะพวกเขาเดินทางมาท่องเที่ยวตามคําเชิญ ที่มีการแลกนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ที่ตกลงกัน และก็ไม่มีกําหนดว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลง สิ้นเดือนนี้

    ตอนแรกเราเช็คจากสํานักข่าวอย่างเดียว ยังไม่เห็น หนังสือที่เป็นหลักฐานปรากฏว่าลูกเพจส่งมาให้ดู เมื่อแปลแล้วก็ตรงกับที่สื่อของแอฟริการายงาน

    แปลโดยกูเกิล (ภาพสุดท้าย)

    Google Lens
    ...
    กรมครวจคมเข่าเมองห่วไป
    เลขที่1662/GDI
    ประกาศอย่างเป็นทางการ

    ส่าหรับพลเมืองเซื้อสายแอฟริกันทุกคนในราชอาณาจักรกัมพูชา (รวมถึงกานา เคนยา แคเมรูน ยูกันดา และประเทศอื่นๆ)
    รัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชา โดยกรมตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย ขอแจ้งให้พลเมือง ชาวแอฟริกันทุกคน รวมถึงพลเมืองของกานา เคนูยา แคเมรูน ยูกันดา และประเทศอืนๆ ทราบว่า การยกเว้นทีได้รับอนญาตแก่ท่านจะสินสุดลงอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569

    1. ชาวต่างชาติทกคนทีช่าระค่าปรับเรียบร้อยแล้วต้องเดินทางออกจากกัมพูชา ภายไนวันที่ 31 พฤษภาคม 2569

    2. ชาวต่างชาติใด ๆ ที่เข้ามา อยู่ หรือถูกพบในประเทศกัมพูชาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป จะถูกจับกุมที่สนามบินหรือสถานที่ใด ๆ และจะต้อง:
    . รับโทษจ๋าคก 2 (สอง) ปี; และ . ต้องจ่ายค่าปรับ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจึงจะ ได้รับอนุญาตให้ออกจากกัมพชาได้

    3. ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ตํารวจกัมพูชาจะเริ่มจับกุมชาวต่างชาติ ที่หลบซ่อนตัวอยู่ไนกัมพูชาไนข้อหาอยู่เกินกําหนด และจะส่งตัวให้หน่วยงานตรวจ คนเข้าเมืองเพื่อดําเนินการตามกฎหมายต่อไป
    ขอแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทุกท่านปฏิบัติตามประกาศนี้อย่างเคร่งครัด รัฐบาลราชอาณาจักร กัมพูชาจะไม่ยอมรับการฝ่าฝืนกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของเราไม่ว่ากรณีไดๆ ทั้งสิ้น
    เราขอขอบคุณในความร่วมมือของคุณเป็นอย่างยิ่ง
    ออกโดย: C
    อนุมัติโดย:
    mronfc
    พลโท สม โซเฟียก
    พล.ต.ท. โซคา
    อ8ับตีกรมตรวจคแซ่าเขือง
    รัฐมนตรีข่า ระทรวง มหาดไทย
    .
    .
    .
    ตอนนี้ทางการของกัมพูชาออกมาปฏิเสธข่าวทุกสื่อเลยค่ะ

    ไปหาข่าวเพิ่มเติมมา น่าจะมีผลกับความกังวลของประชาชนค่ะ เนื่องจากมีการระบาดของอีโบลาในแอฟริกาและ เป็นที่ทราบกันดีว่าตอนนี้กัมพูชาคือประเทศ เจริญสัมพันธไมตรีกราบ แอฟริกามากที่สุดเพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในกัมพูชา ตามโครงการของรัฐบาล

    ทีนี้คนกัมพูชา ยังจําวิกฤติตอนโควิดได้ว่ามันลําบากยากเย็นแค่ไหน และอีโบลา การติดเชื้อมันน่ากลัวกว่ากันมากแม้จะไม่ได้ติดผ่านทางลมหายใจ แต่คนกัมพูชากลัวโรคระบาด จึงเริ่มแสดงความไม่พอใจ เพราะพบเห็นคนแอฟริกาที่นครวัดเป็นจํานวนมาก เมื่อช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา จากสื่อโซเชียล

    สรุปจากข้อมูลที่มีก็คือ ทางการกัมพูชาไปเปิดรับนักท่องเที่ยวจากแอฟริกาแล้วพอดีมีเรื่องของโรคระบาด อีโบลาพอดี

    ช่วงโควิดที่ผ่านมา คนกัมพูชาเจอการบริหารจัดการของรัฐบาล ที่ถือไว้แย่มากและยังจดจําจนถึงวันนี้อยู่ในใจแล้ว พอมารู้ว่ามีโรคระบาด อีโบลาในแอฟริกาและทางการกัมพูชาเป็นคนเจริญสัมพันธ์ไมตรีให้เขา มาเที่ยวในประเทศ

    ซึ่งจากข้อมูลเดิม วีซ่า หรือช่วงเวลาอนุญาตยังไม่หมด การที่ทางการออกหนังสือให้คนแอฟริกาออกนอกประเทศให้หมดภายในวันที่ 31 น่าจะมีส่วน จากภาคประชาชน ที่แสดงความกังวล

    แต่พอเป็นข่าวดังในต่างประเทศ ทางการกัมพูชากลับแถลงว่าไม่เป็นความจริงค่ะ

    ** งานนี้ลึกๆ ประชาชนก็ไม่พอใจรัฐบาล มากๆ แหละ เพราะในช่วงโควิด ถ้าฝั่งเราว่าแย่แล้ว ฝั่งนู้นยกกำลัง 2 คนกัมพูชากลัวเรื่องโรคระบาดมากที่สุด เท่าที่ทราบ

    https://www.facebook.com/share/p/17cnge6tLQ/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปฏิเสธไม่ได้ว่าความยิ่งใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมไทยตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ถูกหล่อเลี้ยงด้วยเม็ดเงินจากประเทศญี่ปุ่น และกลายเป็นกระดูกสันหลังที่ค้ำจุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตผ่านการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จนแถบชายฝั่งทะเลตะวันออกอย่างอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองย่อยของโตเกียว
    .
    ทว่าในปัจจุบันปี 2569 ข้อมูลกำลังชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่ Nikkei Asia นิยามว่าเป็น “The Great Bypass” หรือมหกรรมการลดขนาดองค์กรและส่งพนักงานชาวญี่ปุ่นกลับประเทศ
    .
    สถิติล่าสุดจากกระทรวงแรงงานระบุว่า ยอดใบอนุญาตทำงานของระดับผู้บริหารและวิศวกรอาวุโสชาวญี่ปุ่นในไทย ดิ่งลงจากจุดสูงสุดที่เคยแตะ 36,622 ใบในปี 2015 เหลือเพียง 21,898 ใบในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบทศวรรษ
    .
    ขณะที่โครงสร้างทางสังคมของคอมมูนิตี้ญี่ปุ่นในไทยก็หดตัวลงอย่างน่าใจหาย โรงเรียนสมาคมไทย-ญี่ปุ่น (TJAS) สาขากรุงเทพฯ มียอดนักเรียนลดลงจาก 3,000 คน เหลือเพียงราว 2,000 คน และสาขาศรีราชาหดตัวลงเหลือเพียง 400 คนเท่านั้น แม้กระทั่งแลนด์มาร์กสำคัญอย่างสนามกอล์ฟบางพระ ชลบุรี ที่คนญี่ปุ่นเคยคุมบังเหียน ปัจจุบันก็เปลี่ยนมือเป็นทุนไทยบริหาร และมีนักกอล์ฟเกาหลีใต้กับจีนเข้ามาใช้บริการมากกว่าชาวญี่ปุ่นถึง 4 เท่าตัวไปแล้ว
    .
    อ่านต่อได้ที่ : https://www.amarintv.com/spotlight/economy/547401

    #ค่ายรถญี่ปุ่น #ญี่ปุ่นถอนทุน #EV #SPOTLIGHT #มองขาดทุกโอกาสธุรกิจ #biz7

    https://www.facebook.com/share/1DADKWgVvq/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ซื้อบ้านช้าลง แต่เช่าบ้านพุ่ง นี่อาจเป็นสัญญาณว่าเกมอสังหาฯ ไทยกำลังเปลี่ยนไป

    ตลาดอสังหาฯ ไทยตอนนี้ไม่ได้เงียบเพราะคนไม่อยากมีบ้าน

    แต่เงียบเพราะคนจำนวนมากยังอยากมีบ้านเหมือนเดิม เพียงแต่เส้นทางไปถึงคำว่า “เจ้าของบ้าน” กำลังยากขึ้นกว่าเดิมมาก

    ข้อมูลจาก Money & Banking รายงานว่า ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในไตรมาสแรกปี 2569 ชะลอลง 6% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยบ้านเดี่ยวโดนหนักสุด ลดลง 17% และทาวน์เฮาส์ลดลง 16% ขณะที่คอนโดยังโตได้ 4% เพราะราคาจับต้องง่ายกว่าและตอบโจทย์คนเมืองมากกว่า

    แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่านั้นอยู่ฝั่งเช่า

    ดัชนีความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 4% และในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นถึง 9% โดยกลุ่มค่าเช่าต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือนโตมากที่สุดที่ 11% ส่วนคอนโดกินสัดส่วนถึง 85% ของตลาดเช่า

    ถ้าดูเผิน ๆ นี่อาจดูเหมือนข่าวธรรมดา คนซื้อไม่ไหวก็หันไปเช่า

    แต่ถ้ามองแบบนักลงทุน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องคนเลื่อนซื้อบ้าน มันคือสัญญาณว่าตลาดกำลังแยกออกเป็นสองฝั่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ

    ฝั่งแรกคือคนที่อยากซื้อ แต่ยังไปไม่ถึงจุดโอน

    กลุ่มนี้ไม่ได้หายไปจากตลาด พวกเขายังมี demand อยู่ เพียงแต่ติดเรื่องรายได้ หนี้เดิม ดอกเบี้ย ภาระผ่อน และการอนุมัติสินเชื่อของธนาคาร ต่อให้โครงการลดราคา แถมของ หรือทำโปรแรงแค่ไหน ถ้าคนซื้อกู้ไม่ผ่าน ยอดจองก็ยังไม่กลายเป็นยอดโอน

    นี่คือเหตุผลที่ปีนี้ developer หลายรายไม่ได้แข่งกันแค่ “ลดราคา” แต่เริ่มแข่งกันเรื่อง cash flow ของลูกค้า เช่น อยู่ฟรีหลายปี พักชำระค่างวด ฟรีค่าส่วนกลาง หรือลดภาระช่วงแรกให้คนซื้อรู้สึกว่าหายใจได้มากขึ้น

    คำถามสำคัญคือ ถ้าสินค้าดีจริง ทำเลดีจริง ทำไมตลาดต้องใช้โปรแรงขนาดนี้

    คำตอบอาจไม่ได้แปลว่าสินค้าไม่ดี แต่อาจแปลว่าระบบการเงินของคนซื้อเปราะบางกว่าที่ตลาดเคยคิด

    ฝั่งที่สองคือกลุ่ม Generation Rent

    คนกลุ่มนี้ไม่ได้เช่าเพราะแพ้เสมอไป หลายคนเช่าเพราะอยากรักษาสภาพคล่อง ไม่อยากล็อกชีวิตกับหนี้ 20-30 ปี ในวันที่เศรษฐกิจยังไม่นิ่ง รายได้โตช้ากว่าค่าครองชีพ และงานในอนาคตไม่แน่นอนเหมือนเดิม

    การเช่าจึงเริ่มเปลี่ยนจาก “ทางเลือกชั่วคราว” เป็น “กลยุทธ์ทางการเงิน”

    โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่คนจำนวนมากยังต้องการอยู่ใกล้งาน ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้ไลฟ์สไตล์ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์ทันที ถ้าค่าเช่าต่ำกว่าภาระผ่อนมากพอ การเช่าอาจทำให้เหลือเงินสดไปลงทุน ไปเรียน ไปทำธุรกิจ หรือเก็บสำรองมากกว่า

    นี่คือจุดที่นักลงทุนอสังหาฯ ต้องคิดใหม่

    ยุคก่อน หลายคนซื้อคอนโดโดยคิดว่า ราคาจะขึ้น ค่าเช่าจะมา และสุดท้ายขายต่อได้กำไร แต่ตลาดวันนี้ไม่ได้ง่ายแบบนั้นแล้ว เพราะถ้าคนเช่าเยอะขึ้นจริง คำถามไม่ได้อยู่แค่ว่า “ห้องนี้ปล่อยเช่าได้ไหม”

    แต่ต้องถามต่อว่า ค่าเช่าพอชนะต้นทุนการเงินไหม

    ถ้าซื้อห้องมาแล้วต้องผ่อน 18,000 บาท แต่ปล่อยเช่าได้ 12,000 บาท ส่วนต่าง 6,000 บาทต่อเดือนคือเงินที่เจ้าของต้องเติมเองทุกเดือน และถ้าราคาห้องไม่ขึ้นเร็วเหมือนอดีต เกมนี้จะเหนื่อยมาก

    อีกด้านหนึ่ง ถ้าคุณมีห้องในทำเลที่ demand เช่าจริง เช่น ใกล้แหล่งงาน ใกล้มหาวิทยาลัย ใกล้โรงพยาบาล ใกล้รถไฟฟ้า หรือเป็นพื้นที่ที่คนย้ายเข้าเพราะงานและไลฟ์สไตล์ คุณอาจได้ประโยชน์จากยุค Generation Rent มากกว่าที่คิด

    เพราะเมื่อคนยังอยากอยู่ในเมือง แต่ยังไม่พร้อมซื้อ เจ้าของห้องที่ต้นทุนต่ำกว่า มีหนี้น้อยกว่า หรือซื้อมาในราคาดีกว่า จะกลายเป็นคนที่เล่นเกมนี้ได้เปรียบ

    ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ตลาดเช่าที่โตขึ้นไม่ได้แปลว่าทุกห้องจะปล่อยเช่าได้ดี

    ตลาดเช่าก็เลือกเหมือนตลาดซื้อ

    ห้องที่ราคาเช่าไม่สัมพันธ์กับรายได้คนในทำเล ห้องที่ไกลเกินไป ห้องที่ไม่มีจุดต่าง หรือโครงการที่ supply แน่นมาก อาจยังต้องแข่งลดราคาเช่า แม้ภาพรวม demand เช่าจะเพิ่มขึ้น

    ส่วนตลาดซื้อก็ไม่ได้ตาย เพียงแต่คนซื้อจะเลือกมากขึ้น และธนาคารจะคัดเข้มขึ้น

    บ้านหรือคอนโดที่อยู่ในราคาที่กู้ผ่านง่ายกว่า มีราคาไม่เกินกำลังซื้อจริง และช่วยให้คนโอนได้จริง จะได้เปรียบกว่าสินค้าที่ดูสวยบนโบรชัวร์แต่หนักเกินกระเป๋าคนซื้อ

    ภาพใหญ่ของอสังหาฯ ไทยจึงอาจไม่ได้กำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ทุกอย่างพัง

    แต่มันกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ตลาดถามคำถามโหดขึ้น

    คนซื้อถามว่า ผ่อนแล้วชีวิตยังไหวไหม

    คนเช่าถามว่า เช่าแล้วเหลือเงินไปทำอย่างอื่นคุ้มกว่าไหม

    developer ถามว่า จะขายยังไงให้ลูกค้าโอนได้จริง

    นักลงทุนถามว่า ค่าเช่าชนะต้นทุนหรือแค่ช่วยปลอบใจ

    สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือ ดอกเบี้ยจะลงเร็วพอช่วยคนซื้อหรือไม่ ธนาคารจะผ่อนเกณฑ์สินเชื่อแค่ไหน และ demand เช่าที่กำลังโตจะกลายเป็นโอกาสจริงของเจ้าของห้อง หรือจะกลายเป็นสนามแข่งใหม่ที่ทุกคนต้องลดค่าเช่าเพื่อแย่งผู้เช่า

    เพราะในตลาดรอบนี้ คนที่ชนะอาจไม่ใช่คนที่มีอสังหาฯ มากที่สุด

    แต่อาจเป็นคนที่เข้าใจว่า อสังหาฯ แต่ละชิ้นกำลังตอบโจทย์เงินสดของใคร

    และตอบได้จริงแค่ไหน

    แหล่งข้อมูล: Money & Banking, REIC

    #KimProperty #อสังหาริมทรัพย์ #คอนโดให้เช่า #GenerationRent #ลงทุนอสังหา #ซื้อบ้าน #กู้บ้าน #ตลาดเช่า #คอนโด #นักลงทุนอสังหา

    https://www.facebook.com/share/1ELnVs3GUK/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มีรายงานว่าเศษซากขีปนาวุธทิ้งตัวฟาร์เตห์-110 (Fateh-110) ของอิหร่านตกใส่ฐานทัพอากาศในคูเวต ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บาดเจ็บและโดรน MQ-9 Reaper ถูกทำลาย

    โดรน MQ-9 พังยับ! ซากขีปนาวุธอิหร่านตกใส่ฐานทัพคูเวต ทหารอเมริกันเจ็บ 5 นาย

    สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เกิดเหตุเศษซากขีปนาวุธทิ้งตัวฟาร์เตห์-110 (Fateh-110) ของอิหร่านที่ถูกระบบป้องกันภัยสกัดกั้น ตกใส่ฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลม (Ali Al Salem Air Base) ในประเทศคูเวต เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารและผู้รับเหมาสัญญาจ้างของกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยทั้งหมดมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยและไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

    แรงกระแทกจากเศษซากขีปนาวุธยังสร้างความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์สำคัญทางทหาร โดยโดรนโจมตีและสอดแนมรุ่น MQ-9A Reaper ถูกทำลายจนไม่สามารถใช้งานได้ 1 ลำ และได้รับความเสียหายเพิ่มเติมอีก 1 ลำ เหตุการณ์นี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของระลอกการโจมตีจากกองกำลังอิหร่าน ภายใต้การนำของผู้นำสูงสุด โมจตาบา คาเมเนอี ที่มุ่งเป้าไปยังฐานที่มั่นทางทหารของสหรัฐฯ ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย

    รายงานระบุว่าเหตุการณ์ความสูญเสียภายในฐานทัพครั้งนี้ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ หรือมีการประกาศอย่างเป็นทางการจากกองทัพสหรัฐฯ มาก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางทหารที่ยังคงคุกรุ่นในภูมิภาค ท่ามกลางการเฝ้าระวังภัยคุกคามทางอากาศที่ยกระดับสูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: มีการยิงขีปนาวุธและการสกัดกั้นในน่านฟ้าบริเวณฐานทัพอากาศคูเวตจริงตามการรายงานของสื่อ
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: ตัวเลขผู้บาดเจ็บและระดับความเสียหายที่แน่ชัดของโดรน MQ-9 Reaper ในพื้นที่
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การแถลงการณ์ยอมรับอย่างเป็นทางการจากศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ถึงรายละเอียดความสูญเสียในครั้งนี้

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Partially Confirmed – มีรายงานจากสื่อหลัก 1 แห่ง (Bloomberg) แต่อยู่ระหว่างรอการแถลงยืนยันจากกองทัพสหรัฐฯ

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Bloomberg

    https://www.facebook.com/share/p/1Aqkij64Zu/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปฏิบัติการเจาะลึกทะลวงหลังแนวรบของรัสเซียสร้างความสั่นสะเทือนอีกครั้งในสมรภูมิแนวใต้

    ยูเครนส่งโดรนพิฆาตถล่มระบบป้องกันภัยทางอากาศ Tor-M2 รัสเซียพังยับบนเส้นทางสายหลัก

    กองกำลังปฏิบัติการพิเศษของยูเครน (SOF) เปิดเผยความสำเร็จในการใช้โดรนโจมตีทำลายระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ Tor-M2 ของรัสเซียจำนวน 2 เครื่องในพื้นที่ยึดครองของภูมิภาคซาปอริซเซีย โดยมีรายงานว่าหนึ่งในเป้าหมายถูกโจมตีขณะกำลังถูกขนย้ายบนรถบรรทุกทหารตามแนวทางหลวงยุทธศาสตร์สาย M-14 ใกล้เมืองเบอร์เดียนสก์ (Berdianske) ในช่วงข้ามคืนของวันที่ 29 พฤษภาคม 2026

    การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการเจาะลึกเข้าไปในอาณาเขตที่รัสเซียยึดครองกว่า 150 กิโลเมตรจากเส้นปะทะหลัก ซึ่งทางหลวงสาย M-14 ถือเป็นระเบียงทางบกเส้นสำคัญที่ใช้ขนส่งกำลังบำรุงเชื่อมต่อรัสเซียเข้ากับคาบสมุทรไครเมีย ขณะเดียวกันระบบ Tor-M2 อีกเครื่องหนึ่งมีรายงานว่าถูกทำลายไปก่อนหน้านี้บริเวณใกล้กับเมืองเมลิโตโปล (Melitopol)

    ระบบขีปนาวุธ Tor-M2 ถือเป็นอาวุธป้องกันภัยทางอากาศระยะสั้นที่มีศักยภาพสูง สามารถบรรจุขีปนาวุธได้ถึง 16 นัด ออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นอากาศยาน เฮลิคอปเตอร์ โดรน รวมถึงขีปนาวุธร่อน การที่กองกำลังยูเครนสามารถเข้าทำลายยุทโธปกรณ์ชิ้นสำคัญนี้ได้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสถานะกดดันทางยุทธวิธี และตัดเส้นทางลอจิสติกส์ของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: กองกำลังพิเศษยูเครน (SOF) ใช้โดรนโจมตีทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ Tor-M2 ของรัสเซียจำนวน 2 เครื่องในภูมิภาคซาปอริซเซีย
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: ระดับความเสียหายโดยรวมของระบบขนส่งลอจิสติกส์ทางทหาร และจำนวนทหารรัสเซียที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การปรับเปลี่ยนแผนการขนส่งยุทโธปกรณ์ทางบกบนเส้นทางสาย M-14 ของกองทัพรัสเซียในระยะเวลาอันใกล้นี้

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – กองทัพยูเครนและสื่อหลักด้านความมั่นคงยืนยันข้อมูลตรงกัน พร้อมมีการเผยแพร่หลักฐานภาพวิดีโอจากปฏิบัติการ
    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Ukrinform, WION

    https://www.facebook.com/share/p/1GV6WLeSF8/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วลาดิเมียร์ ปูติน เรียกร้องให้โรมาเนียส่งมอบซากโดรนที่พุ่งชนอพาร์ตเมนต์กลับมาให้รัสเซียตรวจสอบ

    ปูตินท้าโรมาเนีย! ขอซากโดรนปริศนาชนอพาร์ตเมนต์ ลั่นรัสเซียพร้อมสอบสวนเอง

    ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกมาแถลงเรียกร้องให้รัฐบาลโรมาเนียภายใต้การนำของประธานาธิบดีนิคุชอร์ ดาน (Nicușor Dan) ส่งมอบซากโดรนที่พุ่งชนอพาร์ตเมนต์ในเมืองกาลัตซี ประเทศโรมาเนีย กลับมาให้ทางการรัสเซียเป็นผู้ตรวจสอบ โดยระบุว่ารัสเซียพร้อมที่จะดำเนินการสืบสวนอย่างเป็นกลางเพื่อประเมินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    มีรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย และส่งผลให้รัฐบาลโรมาเนียสั่งปิดสถานกงสุลรัสเซียในเมืองคอนสตันซาเพื่อตอบโต้ พร้อมประณามว่าเป็นพฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบ ขณะที่มาร์ค รุตเตอ (Mark Rutte) เลขาธิการนาโต ยืนยันว่าพร้อมปกป้องดินแดนของพันธมิตรทุกตารางนิ้ว

    อย่างไรก็ตาม ปูตินยืนยันว่ายังไม่มีใครสามารถสรุปแหล่งที่มาของโดรนลำดังกล่าวได้จนกว่าจะมีการตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมย้ำว่าหากทางการโรมาเนียยอมส่งมอบข้อมูลที่เป็นรูปธรรม รัสเซียก็จะทำการประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: เหตุการณ์โดรนพุ่งชนอพาร์ตเมนต์ในเมืองกาลัตซี โรมาเนีย ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย และการแถลงของวลาดิเมียร์ ปูติน ที่เรียกร้องให้ส่งซากโดรนมาให้รัสเซียตรวจสอบ
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: ข้อสรุปทางเทคนิคที่ชี้ชัดว่าโดรนลำดังกล่าวถูกควบคุมโดยกองทัพรัสเซียโดยตรงหรือไม่ตามที่นาโตกล่าวอ้าง
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การยอมรับความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการจากฝ่ายรัสเซีย หรือหลักฐานที่ระบุว่าเป็นการจงใจโจมตีเป้าหมายในโรมาเนีย

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – สื่อหลักหลายแห่งยืนยันตรงกันถึงคำแถลงของผู้นำรัสเซียและเหตุการณ์โดรนตกในโรมาเนีย

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Financial Times / Bloomberg

    https://www.facebook.com/share/p/1M5UXASe15/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โอมานและอิหร่านกระชับความร่วมมือทางทะเล ยืนหยัดสิทธิเหนือน่านน้ำช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ

    โอมาน-อิหร่านเมินคำขู่ทรัมป์ แถลงจุดยืนร่วมคุมช่องแคบฮอร์มุซตามหลักอธิปไตย

    มีรายงานว่า นายบัดร์ บิน ฮาหมัด อัล บูไซดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน และนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อยืนยันความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยและเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบตามหลักอธิปไตยเหนือน่านน้ำอาณาเขตของตน ซึ่งถือเป็นการตอบโต้ทางการทูตต่อท่าทีของสหรัฐอเมริกาที่ระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวต้องเป็นน่านน้ำสากล

    ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวเตือนโอมานอย่างแข็งกร้าวให้ปฏิบัติตามแนวทางของสหรัฐฯ มิฉะนั้นอาจเผชิญกับมาตรการขั้นเด็ดขาด การที่โอมานเลือกที่จะตอบสนองด้วยการยืนยันการเป็นผู้ดูแลน่านน้ำร่วมกับอิหร่านตามกฎหมายระหว่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่มั่นคงและไม่โอนอ่อนต่อแรงกดดันดังกล่าว

    โอมานถือเป็นคนกลางที่ได้รับการยอมรับและมีบทบาทสำคัญในการเจรจาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมาอย่างยาวนาน การออกมาประกาศสิทธิเหนือน่านน้ำในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำอำนาจอธิปไตยของทั้งโอมานและอิหร่านเหนือเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกรุ่น

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: โอมานและอิหร่านออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันสิทธิอธิปไตยในการดูแลความปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซ และท่าทีการข่มขู่จากผู้นำสหรัฐฯ
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: รายละเอียดเชิงลึกของกลไกความร่วมมือระหว่างโอมานและอิหร่านในการควบคุมการเดินเรือ
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การเตรียมความพร้อมทางทหารของสหรัฐฯ เพื่อใช้กำลังโจมตีโอมานตามที่ได้กล่าวอ้าง

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – สื่อหลักหลายแห่งรายงานตรงกันถึงเนื้อหาแถลงการณ์ร่วมของโอมาน-อิหร่าน และบทสัมภาษณ์ของผู้นำสหรัฐฯ

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: Geopolitics Watch, The Guardian, TIME

    https://www.facebook.com/share/p/1KhjmkmJNL/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กองทัพเรือสหรัฐฯ และอังกฤษประกาศเตือนภัยความมั่นคงระดับวิกฤต สั่งเรือพาณิชย์เฝ้าระวังปฏิบัติการทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ

    ด่วน! สหรัฐฯ-อังกฤษ เตือนภัยเรือพาณิชย์ เสี่ยงปฏิบัติการทหารช่องแคบฮอร์มุซ
    มีรายงานว่า องค์การปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) และกองบัญชาการทหารเรือส่วนกลางของสหรัฐฯ (USNAVCENT) ได้ออกประกาศเตือนภัยร่วมผ่านศูนย์ข้อมูลทางทะเลร่วม (JMIC) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุถึงปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่ในบริเวณตอนเหนือของช่องแคบฮอร์มุซ ใกล้กับคาบสมุทรมูซันดัม

    ประกาศดังกล่าวระบุว่า กิจกรรมทางทะเลในพื้นที่ดังกล่าวกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงระดับวิกฤต เนื่องจากปฏิบัติการทางทหารที่อยู่ใกล้กับเส้นทางเดินเรือ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แจ้งเตือนให้ลูกเรือทุกลำเดินเรือด้วยความระมัดระวังขั้นสูงสุด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันถึงภัยคุกคามที่เจาะจง เช่น การวางทุ่นระเบิด แต่ทางการได้แนะนำให้เรือพาณิชย์เฝ้าฟังการสื่อสารผ่านวิทยุ VHF ช่อง 16 อย่างต่อเนื่อง พร้อมหลีกเลี่ยงระบบแบ่งช่องทางเดินเรือ (TSS) หากเป็นไปได้ และขอให้รายงานกิจกรรมที่น่าสงสัยต่อหน่วยงาน UKMTO ทันที

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    Fact Check
    ✔ ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว: การออกประกาศเตือนภัยร่วมโดย UKMTO และ USNAVCENT เกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
    ⚠ ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ: รูปแบบและขอบเขตของปฏิบัติการทางทหารที่ชัดเจนในระดับพื้นที่
    ✖ ข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน: การโจมตีเรือพาณิชย์หรือการวางทุ่นระเบิดจากสถานการณ์ล่าสุด

    ระดับความน่าเชื่อถือของข่าว:
    Confirmed – ข้อมูลได้รับการยืนยันจากประกาศอย่างเป็นทางการของหน่วยงานความมั่นคงทางทะเล

    Status: Developing Story – ข้อมูลอาจมีการอัปเดตเมื่อมีการยืนยันเพิ่มเติม
    Source: UKMTO / USNAVCENT

    https://www.facebook.com/share/p/1CQQGPdSif/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ‘ทะเลเดดซี’ หดเล็กลง เกิดหลุมยุบนับพัน ดินพร้อมถล่มทุกเมื่อ ธุรกิจท่องเที่ยวปิดตัว เหตุจากคนผันน้ำไปใช้ อากาศร้อนน้ำระเหย-ฝนไม่ตก
    .
    “ทะเลเดดซี” (Dead Sea) จุดที่ต่ำที่สุดในโลกอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 439.78 เมตร ด้วยความเค็มที่มากกว่ามหาสมุทรเกือบ 10 เท่า ทำให้น้ำมีความหนาแน่นจนผู้คนสามารถลอยตัวได้อย่างง่ายดาย แต่ในปัจจุบันทะเลแห่งนี้กำลังตายเหมือนกับชื่อของมันอย่างรวดเร็วจากการกระทำของมนุษย์
    .
    โดยทะเลแห่งนี้มีขนาดเล็กลงไปแล้ว 33% ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา และยังไม่รู้ว่าจะกอบกู้ให้สภาพกลับมาอย่างไร เพราะมันตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของพรมแดนอิสราเอล จอร์แดน และปาเลสไตน์ ที่ยังคงเกิดสงครามและยังไม่มีใครคิดจะแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง
    .
    มนุษย์เป็นตัวการหลักที่ทำให้ทะเลเดดซีเหือดแห้ง โดยเฉพาะการเปลี่ยนเส้นทางน้ำจาก “แม่น้ำจอร์แดน” ทั้งที่เดิมทีแม่น้ำสายนี้เคยส่งน้ำเข้าสู่ทะเลเดดซีถึง 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เนื่องจากอิสราเอล ซีเรีย และจอร์แดน ต่างสร้างเขื่อนและเบี่ยงน้ำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรสำหรับประชากรที่เพิ่มขึ้น
    .
    ในปลายทศวรรษ 1970 ทะเลเดดซีได้แยกออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน โดยส่วนเหนือคือทะเลธรรมชาติที่กำลังหดตัว ส่วนทางใต้นั้นกลายเป็นพื้นที่ขุดแร่ของบริษัทอุตสาหกรรมอย่าง Dead Sea Works ของอิสราเอล และ Arab Potash Company ของจอร์แดน
    .
    บริษัทเหล่านี้จะสูบน้ำจากลุ่มน้ำตอนเหนือลงสู่สระทางตอนใต้เพื่อระเหยน้ำและสกัดแร่ธาตุ เช่น โพแทช แมกนีเซียม และโบรมีน เพื่อส่งออกเป็นปุ๋ยและสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งกระบวนการนี้เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ระดับน้ำในลุ่มน้ำตอนเหนือลดลงอย่างต่อเนื่อง
    .
    ซ้ำร้าย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก ด้วยอากาศที่ร้อนระอุถึง 50 องศาเซลเซียสในหน้าร้อน และฝนที่ตกน้อยกว่าปรกติ ยิ่งทำให้ทะเลเดดซีเล็กลงเรื่อย ๆ แม้ไม่มีการผันน้ำจากฝีมือมนุษย์
    .
    การลดลงของระดับน้ำไม่ได้เพียงแค่ทำให้พื้นที่ชายฝั่งหายไป แต่ได้เปลี่ยนโครงสร้างทางธรณีวิทยาใต้ดินอย่างถาวร เมื่อระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็วในอัตราประมาณ 1.2 เมตรต่อปี น้ำจืดจากน้ำฝนหรือแหล่งน้ำใต้ดินจากภูเขาโดยรอบจะไหลลงมาแทนที่ในชั้นดิน ซึ่งน้ำจืดนี้จะเข้าไปละลายชั้นเกลือโบราณที่สะสมอยู่ใต้ดินมานานหลายพันปีจนเกิดเป็นโพรงขนาดมหึมา
    .
    เมื่อโพรงเหล่านี้ไม่สามารถรับน้ำหนักดินด้านบนได้อีกต่อไป พื้นดินจึงถล่มลงมาเป็น “หลุมยุบ” ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 6,000 แห่ง และยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้สภาพชายฝั่งดูคล้ายกับ “พื้นผิวของดาวอังคาร”
    .
    .
    อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1236149
    .
    .
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจSustain #กรุงเทพธุรกิจClimate

    https://www.facebook.com/share/1DD5Z3KywG/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบสูง ไม่ใช่สัญญาณวิกฤติ ธปท.มองเป็นปัจจัยชั่วคราว
    .
    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวว่า กรณีดุลบัญชีเดินสะพัดในเม.ย. ติดลบที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.6 พันล้านดอลลาร์ จากระดับสูงสุดเมื่อ เม.ย.ปี 2556 ที่ติดลบ 4.1 พันล้านดอลลาร์
    .
    โดยแบงก์ชาติมองว่าการขาดดุลในครั้งนี้เป็นเพียงการขาดดุลชั่วคราวและยังไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล
    .
    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขการขาดดุลพุ่งสูงขึ้นมาจาก 2 ส่วนหลัก คือ
    .
    1. ราคาสินค้านำเข้าที่สูงขึ้นโดยเฉพาะราคาน้ำมันประกอบกับการเพิ่มปริมาณการนำเข้าเพื่อสะสมน้ำมันสำรอง
    .
    2. รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ความต้องการเดินทางลดลงชั่วคราว
    .
    ทั้งนี้ หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายลงตามที่คาดการณ์ไว้ในช่วงกลางปี และรายรับจากนักท่องเที่ยวกลับมาเพิ่มสูงขึ้นในช่วงท้ายปี ตัวเลขการขาดดุลนี้จะทยอยปรับลดลงและกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้
    .
    ประเด็นความกังวลเรื่อง Dual Deficit ต่อข้อซักถามเรื่องการขาดดุลแฝด (Dual Deficit) หรือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดควบคู่กับการขาดดุลการคลังนั้น มองว่าการขาดดุลการคลังที่ผ่านมาเป็นการดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นและพยุงเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต
    .
    ส่วนการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั้นยังไม่น่ากังวล ตราบใดที่ยังไม่กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวอย่างถาวร สำหรับค่าเงินบาทที่มีความผันผวนนั้น มองว่าเป็นการสะท้อนความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอกมากกว่าจะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเช่นกัน
    .
    .
    #กรุงเทพธุรกิจ #InsightForOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic

    https://www.facebook.com/share/p/18o4CoXeNy/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    EU ลั่นสัมพันธ์การค้ากับจีน “ไม่ยั่งยืนอีกต่อไป” จีนเริ่มถูกมองว่าเป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ต่อเศรษฐกิจยุโรป มากกว่าจะเป็นแค่ตลาดส่งออกสำคัญเพียงอย่างเดียว จนทำให้บรัสเซลส์ประกาศชัดว่าความสัมพันธ์การค้าปัจจุบัน “ไม่มีความยั่งยืน” และเตรียมขยับใช้มาตรการป้องกันการทะลักของสินค้าจีน แม้ต้องเผชิญแรงต้านจากเยอรมนีที่กลัวถูกปักกิ่งโต้กลับ
    สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สหภาพยุโรปส่งสัญญาณแข็งกร้าวต่อจีนมากขึ้น หลังคณะกรรมาธิการยุโรปออกแถลงการณ์เตือนว่า สภาพปัจจุบันของความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนกับจีน “ไม่มีความยั่งยืนอีกต่อไป” ท่ามกลางภาวะขาดดุลการค้าที่ถ่างกว้างขึ้น และการหลั่งไหลของสินค้าจีนราคาถูกที่บีบอุตสาหกรรมยุโรปหลายภาคส่วน ในขณะที่ปักกิ่งกลับค่อยๆ ปิดตลาดภายในต่อสินค้านำเข้าจากต่างชาติ

    ที่ประชุมกรรมาธิการยุโรปเมื่อวันศุกร์ได้หารือแนวทางตอบโต้การแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจากจีน รวมถึงการพิจารณาใช้มาตรการปกป้องการค้าที่เข้มงวดขึ้น เพื่อลดแรงกดดันต่อผู้ผลิตยุโรป แต่ทุกก้าวย่างของบรัสเซลส์ถูกบีบด้วยข้อจำกัดด้านผลประโยชน์ เพราะมาตรการใดก็ตามที่สกัดสินค้าจีนก็มีความเสี่ยงจะเปิดช่องให้ปักกิ่งออกมาตรการตอบโต้ ซึ่งอาจกระทบการส่งออกของบริษัทยุโรปที่ยังพึ่งพาตลาดจีนอย่างหนัก

    ความเห็นที่แตกแยกภายในสหภาพยุโรปยิ่งสะท้อนความซับซ้อนของเกมครั้งนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจเยอรมนีออกมาเตือนว่ามาตรการใหม่ของ EU ต้องไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อยอดขายสินค้ายุโรปในจีน ขณะที่อีกกลุ่มที่นำโดยฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน และลิทัวเนีย กลับผลักดันให้ใช้ “เครื่องมือป้องกันทางการค้าแบบคร่อมหลายภาคส่วน” เพื่อสกัดสินค้าจีนอย่างเฉียบขาด ก่อนเปิดศึกเต็มรูปแบบในเวที G7 และการประชุมผู้นำ EU เดือนมิถุนายนนี้ ขณะที่ปักกิ่งเองก็ส่งสัญญาณชัดว่าหากยุโรปเดินหน้าจำกัดการส่งออกของจีน ก็เตรียมตอบโต้ในระดับที่เท่าเทียม #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/18kXaSTHAp/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนนำทัพ 10 ชาติ SCO เร่งตั้ง “ธนาคารพัฒนาแห่งใหม่” หวังใช้สกุลเงินท้องถิ่นปลดแอกระบบเงินตะวันตก -ลดพึ่งดอลลาร์! เดินหน้าใช้สกุลเงินท้องถิ่นหนุนโครงสร้างพื้นฐาน นักวิเคราะห์ชี้มีบททดสอบใหญ่เมื่อ "รัสเซีย" อาจเป็นตัวแปรชะลอเกม หวั่นชนสถาบันยูเรเชีย
    สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ระเบียบการเงินโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อกลุ่มองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ซึ่งประกอบด้วย 10 ชาติสมาชิก นำโดยจีน รัสเซีย และอิหร่าน กำลังเร่งผลักดันการจัดตั้ง "ธนาคารเพื่อการพัฒนา" ของตนเอง เป้าหมายหลักคือการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียกลาง พร้อมประกาศกร้าวท้าทายอิทธิพลของสถาบันการเงินฝั่งตะวันตก และลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

    ความเคลื่อนไหวนี้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ที่ต้องการให้ตั้งธนาคารนี้ "โดยเร็วที่สุด" นำไปสู่การเจรจาอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งในกรุงปักกิ่งที่เน้นวางสถาปัตยกรรมองค์กรเพื่อความเท่าเทียม การประชุมที่เมืองซีอานซึ่งมุ่งเป้าไปที่กลไกการระดมทุนนอกภาครัฐและการใช้สกุลเงินท้องถิ่นเป็นทุนจดทะเบียน ไปจนถึงการหารือรอบล่าสุดที่กรุงบิชเคก คีร์กีซสถาน โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของจีนนั่งแท่นประธานร่วม ซึ่งความพยายามนี้สะท้อนความสำเร็จต่อเนื่องของจีนในการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ต่อยอดจากสถาบัน AIIB และ NDB

    อย่างไรก็ตาม การสร้างสถาบันการเงินพหุภาคีแห่งใหม่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ นักวิเคราะห์ประเมินว่าโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงและประกาศตั้งธนาคารในการประชุมสุดยอดเดือนสิงหาคมนี้ยังมีความเป็นไปได้น้อย อุปสรรคชิ้นใหญ่ไม่ได้มาจากชาติตะวันตก แต่มาจากแกนนำอย่าง "รัสเซีย" ที่ปัจจุบันเป็นโต้โผหลักใน "ธนาคารเพื่อการพัฒนาประเทศยูเรเชีย" (Eurasian Development Bank) อยู่แล้ว รัฐบาลมอสโกจึงอาจขาดแรงจูงใจที่จะสร้างสถาบันคู่แข่งขึ้นมาทับซ้อนอำนาจตนเอง

    นอกจากปัญหาด้านจุดยืนทางยุทธศาสตร์แล้ว กลุ่ม SCO (ซึ่งรวมถึงคาซัคสถาน อินเดีย ปากีสถาน เบลารุส ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน) ยังต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงเทคนิคที่ซับซ้อน ทั้งการคำนวณสัดส่วนสมทบทุนจดทะเบียน และการกระจายสิทธิ์ออกเสียงในการตัดสินใจ โซฮาอิล ข่าน รองเลขาธิการ SCO ยอมรับว่าความคืบหน้ายังคงดำเนินไปแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยย้ำเป้าหมายระยะยาวในการเพิ่มสัดส่วนการชำระเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่น

    การขยับตัวของกลุ่ม SCO สะท้อนภาพขั้วอำนาจใหม่ (Multipolar World) ที่พยายามปลดแอกตัวเองจากระบบการเงินเดิม แต่คำถามสำคัญคือ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของกลุ่มจะแข็งแกร่งพอที่จะก้าวข้ามผลประโยชน์ทับซ้อนภายในได้หรือไม่? #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1DcyXvDK3R/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กองทุนฟื้นฟูกาซา “Board of Peace” ของทรัมป์ส่อแวววุ่น บัญชี World Bank ยอดเงินเป็นศูนย์ แล้วเงินบริจาค 7 พันล้านดอลลาร์ไปอยู่ที่ไหน? หลังชาติผู้บริจาคเมินระบบ UN เลือกส่งเงินตรงเข้าบัญชีภายใต้การคุมของสหรัฐฯ ท่ามกลางวิกฤตสงครามที่ยังคุกรุ่น
    The Telegraph รายงานว่า แผนฟื้นฟูฉนวนกาซาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้คณะกรรมการ "Board of Peace" กำลังเผชิญกับคำถามสำคัญด้านความน่าเชื่อถือ เมื่อสำนักข่าว The Telegraph และ Financial Times รายงานตรงกันว่า บัญชีกองทุนอย่างเป็นทางการที่บริหารโดย World Bank และรับรองโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ปัจจุบันมียอดเงินฝากเป็น "ศูนย์ดอลลาร์" แม้จะผ่านการเปิดตัวมานานกว่า 4 เดือน และมีกว่า 25 ประเทศให้คำมั่นมอบเงินสนับสนุนเบื้องต้นถึง 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    แหล่งข่าวระบุว่า กลุ่มประเทศผู้บริจาคได้เลือกที่จะข้ามขั้นตอนของ World Bank ซึ่งดำเนินการผ่านสถาบันการเงิน JP Morgan และเปลี่ยนเส้นทางนำเงินบริจาคส่งตรงเข้าบัญชีที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ Board of Peace แทน โดยเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการออกมายืนยันว่า ขณะนี้สามารถรวบรวมงบประมาณได้อย่างมีนัยสำคัญแล้ว เช่น โมร็อกโกที่มอบเงิน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้สำนักงานผู้แทนระดับสูง และยูเออีที่เตรียมมอบงบ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กองกำลังตำรวจกาซา พร้อมย้ำว่าทุกขั้นตอนดำเนินงานตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2803

    อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการกำกับดูแลและสถานะทางกฎหมายของคณะกรรมการชุดนี้กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากรัฐสภาสหรัฐฯ ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่กาซายังคงเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีแผน 20 ข้อต่อต้านการบังคับย้ายถิ่นฐาน และรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลที่เพิ่งส่งสัญญาณสนับสนุนแนวคิด "การย้ายถิ่นฐานโดยสมัครใจ" ในขณะที่การฟื้นฟูกาซาอาจต้องใช้งบสูงถึง 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ปฏิบัติการทางทหารกวาดล้างแกนนำฮามาสของอิสราเอลยังคงดำเนินต่อไป พร้อมตัวเลขผู้เสียชีวิตชาวปาเลสไตน์ที่พุ่งทะลุ 72,800 ราย #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/17YSR29NZA/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วิกฤตศรัทธาพันธบัตรสหรัฐฯ! ผลตอบแทนพุ่งสูงสุดในรอบ 20 ปี แต่ต่างชาติแห่เมิน ชี้ความเสี่ยงการเมือง-สงครามสูงเกินคุ้ม จับตาจุดจบวงจรหนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์ อาจบีบเฟดต้อง "พิมพ์เงิน" ปลุกผีเงินเฟ้อครั้งใหญ่
    บทวิเคราะห์จาก Peter Schiff เปิดเผยให้เห็นว่า ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลกตลอดเกือบศตวรรษที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Peter Schiff ชี้ให้เห็นถึงสภาวะย้อนแย้งที่อัตราผลตอบแทน (Yield) ของพันธบัตรสหรัฐฯ พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี โดยพันธบัตรอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนถึง 4.5% และรุ่นอายุ 30 ปี ทะลุ 5% ทว่ากลับ "แทบไม่มีใครต้องการมัน"

    ต้นตอของปัญหานี้มาจากความไม่สมดุลอย่างรุนแรงระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ในฝั่งอุปทาน รัฐบาลกลางสหรัฐฯ แบกรับหนี้สาธารณะที่จ่อทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และยังคงขาดดุลงบประมาณถึงปีละ 2 ล้านล้านดอลลาร์ สภาคองเกรสยังคงปล่อยปละละเลยและเดินหน้ากู้ยืมเงินด้วยการเทขายพันธบัตรเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน ฝั่งอุปสงค์ซึ่งนำโดยกองทุนบำนาญ รัฐบาลต่างประเทศ และธนาคารกลาง กลับเริ่มถอยร่น โดยสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติลดลงถึงครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2010 และดิ่งลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

    แม้ผลตอบแทนของสหรัฐฯ จะสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างเยอรมนีถึง 1.5% หรือแม้แต่สูงกว่าประเทศที่เคยเผชิญวิกฤตหนี้อย่างกรีซ (ซึ่งมีผลตอบแทนเพียง 3.6%) แต่นักลงทุนระดับโลกกลับส่งสัญญาณชัดเจนว่า "ผลตอบแทนที่ได้ไม่คุ้มกับความเสี่ยง" การต้องผูกมัดเงินทุนไว้นาน 10-30 ปี ท่ามกลางความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ การปิดหน่วยงานรัฐ (Government Shutdown) ความขัดแย้งทางการเมือง สงคราม และความเปราะบางของระบบประกันสังคม ทำให้ความน่าดึงดูดของพันธบัตรสหรัฐฯ หดหายไป

    หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป อัตราผลตอบแทนอาจถูกกดดันให้พุ่งทะลุ 5-7% ซึ่งจะทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึงเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี หรือคิดเป็น 60% ของรายได้จากภาษีทั้งหมด นักวิเคราะห์ประเมินว่า "แผนสำรอง" ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะต้องเข้ามาแทรกแซงด้วยการ "พิมพ์เงิน" หลายล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบเพื่อกดอัตราผลตอบแทนลง ซึ่งจะแลกมาด้วยหายนะทางเศรษฐกิจ นั่นคือวิกฤตเงินเฟ้อที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงและยืดเยื้อยาวนาน
    #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1GzfCnsvhE/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนเปิดฉาก "สงครามอิเล็กทรอนิกส์" สกัดเรือรบเนเธอร์แลนด์พ้นทะเลจีนใต้ เป็นครั้งแรกที่ปักกิ่งยอมรับการใช้คลื่นรบกวนเป้าหมายต่างชาติ นักวิเคราะห์ชี้ส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสุดถึง NATO และชาติตะวันตกที่ต้องเร่งปรับตัวรับมือยุทธวิธีใหม่
    สำนักข่าว SCMP รายงานว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ก้าวเข้าสู่มิติใหม่ของการเผชิญหน้า เมื่อกองบัญชาการภาคใต้ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ออกแถลงการณ์ระบุว่าได้ใช้ "มาตรการตอบโต้ทางอิเล็กทรอนิกส์" (Electronic Countermeasures) ในการขับไล่เฮลิคอปเตอร์และเรือฟริเกต เดอ รอยเตอร์ (De Ruyter) ของเนเธอร์แลนด์ ที่แล่นเข้าใกล้หมู่เกาะพาราเซล ซึ่งจีนอ้างว่าเป็นการลักลอบเข้าน่านน้ำอย่างผิดกฎหมาย ขณะที่ฝั่งเนเธอร์แลนด์ปฏิเสธข้อกล่าวหาและย้ำจุดยืนเรื่องเสรีภาพในการเดินเรือ

    ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ที่การที่จีน "เปิดเผยอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก" ว่ามีการใช้มาตรการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ต่อเรือรบต่างชาติ ซึ่งอดีตนักบินกองทัพอากาศและนักวิเคราะห์ทางทหาร ฟู่ เฉียนเส้า ระบุว่า นี่คือรูปแบบการเตือนที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง โดยปฏิบัติการดังกล่าวครอบคลุมถึงการส่งสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อรบกวนระบบสื่อสาร เรดาร์ และเซ็นเซอร์ของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นของจีนต่อศักยภาพด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของตนเอง

    ด้านนักวิเคราะห์ความมั่นคง มัลคอล์ม เดวิส จากออสเตรเลีย ชี้ว่าปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นการผสานการทำงานของเครือข่ายฐานทัพบนโขดหินพิพาท เช่น แนวปะการังไฟเออรีครอสและซูบิ เพื่อสร้าง "สภาพแวดล้อมสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่หนาแน่น" โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณเตือนถึงกองทัพเรือสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ว่าจีนสามารถปิดกั้นระบบการทำงานของเรือรบตะวันตกได้โดยไม่ต้องเปิดฉากยิงอาวุธสังหาร ซึ่งวิกฤตครั้งนี้จะบีบให้ชาติตะวันตกต้องเร่งปรับปรุงกฎการปะทะ (Rules of Engagement) เพื่อรับมือกับสงครามแม่เหล็กไฟฟ้าและโดรน AI ในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1Mpbmwdsea/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐฯ จ่ายหนักศึกอิหร่าน 89 วัน ทะลุ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพนตากอนเผยตัวเลข เฉลี่ยวันละ 1 พันล้านดอลลาร์ แม้ประกาศหยุดยิงแล้ว แต่การเจรจายังล้มเหลว ชนวนตะวันออกกลางยังพร้อมปะทุทุกเมื่อ
    ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นหลุมดำทางการเงินครั้งใหญ่ สำนักข่าว Sputnik รายงานอ้างอิงข้อมูลจากระบบติดตามต้นทุนสงครามอิหร่าน (Iran War Cost Tracker) ระบุว่า สหรัฐฯ ได้ใช้จ่ายงบประมาณไปแล้วมากกว่า 95,000 ล้านดอลลาร์ ภายในระยะเวลาเพียง 89 วันนับตั้งแต่ความขัดแย้งกับอิหร่านเปิดฉากขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีการประกาศหยุดยิงแล้วก็ตาม

    ตัวเลขมหาศาลนี้ไม่ได้ถูกประเมินขึ้นมาลอยๆ แต่คำนวณจากค่าใช้จ่ายด้านกำลังพล การส่งเรือรบเข้าประจำการในภูมิภาค และต้นทุนเชิงปฏิบัติการอื่นๆ โดยอ้างอิงจากสูตรการคำนวณในรายงานที่เพนตากอนเสนอต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งระบุชัดเจนว่า ในช่วง 6 วันแรกของการเปิดปฏิบัติการ สหรัฐฯ ใช้งบไปถึง 11,300 ล้านดอลลาร์ และหลังจากนั้นมีอัตราการผลาญงบประมาณเฉลี่ยสูงถึงวันละ 1,000 ล้านดอลลาร์

    หากย้อนดูไทม์ไลน์ความขัดแย้ง จุดแตกหักเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน รวมถึงกรุงเตหะราน ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีพลเรือนเสียชีวิต นำไปสู่การตอบโต้อย่างดุเดือดจากอิหร่านที่ยิงถล่มดินแดนอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางแบบตาต่อตาฟันต่อตา

    แม้ทั้งวอชิงตันและเตหะรานจะสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ในวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงเปราะบางอย่างยิ่ง เมื่อการเจรจารอบล่าสุดที่กรุงอิสลามาบัดต้องจบลงด้วยความล้มเหลวและยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ได้ ต้นทุนสงครามที่พุ่งสูงลิ่วนี้จึงกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อรัฐบาลวอชิงตัน ท่ามกลางคำถามว่าสหรัฐฯ จะแบกรับภาระทางการเงินนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน หากสันติภาพที่แท้จริงยังไม่เกิดขึ้น #imctnews รายงาน

    https://www.facebook.com/share/p/1J5cX6hp1Y/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    232,655
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กาตาร์ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการกำหนดค่าธรรมเนียมผ่านฮอร์มุซแบบ "ถาวร" แต่ยอมรับว่าอาจเก็บชั่วคราวและเจรจาได้

    https://www.facebook.com/share/18hyj7c9oX/
     

แชร์หน้านี้

Loading...