เรื่องเด่น ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันเสาร์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 27 เมษายน 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันเสาร์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๙

    ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ทองผาภูมิมีคนเป็น "สโตรก" ไปห้าคน นอนโรงพยาบาลเป็นผักไปสองคน สาเหตุก็เพราะว่าอากาศร้อน ๆ แล้วเอาน้ำเย็นราดตัวเอง ส่วนอีกคนหนึ่งกินน้ำเย็นเข้าไปเป็นลิตรเลย..!

    ถ้าหากว่าใครเคยกินพวกไอศครีมแล้วรู้สึกปวดหัว นั่นก็คือเมื่อร่างกายรับความเย็นแล้ว เส้นเลือดก็จะหดตัว ถ้าหากว่าหดตัวมากก็เกิดอาการอย่างที่เห็น เพราะว่าเลือดดันผ่านได้ลำบาก เราก็จะปวดหัว คราวนี้ความร้อนทำให้เส้นเลือดขยายตัว อยู่ ๆ เราเอาความเย็นเข้าไปกระทันหัน เส้นเลือดหดตัวเร็ว ใครที่อยู่ในภาวะเลือดข้นเพราะร่างกายขาดน้ำ ก็จะเกิดอาการ "สโตรก" เพราะว่าเลือดไม่สามารถที่จะไหลผ่านได้ตามปกติ เหมือนกับถนนสองเลน สี่เลน มาโดนปิดเหลือเลนเดียว..!

    ตั้งแต่อาตมาเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ก็สอนว่า ก่อนอาบน้ำให้เอาน้ำราดขาให้รู้ตัวก่อน ราดเท้าหนึ่งขัน ราดแข้งหนึ่งขัน ราดเข่าหนึ่งขัน คือพอร่างกายรู้ว่าจะโดนของเย็น ก็จะปรับตัวรอรับส่วนที่เหลือ ไม่อย่างนั้นแล้วถึงเวลาปุปปับเย็นกระทันหัน แล้วเย็นจากข้างบนลงมา โอกาสที่จะติดเตียงก็มีสูงมาก..! เพราะฉะนั้น..ใครที่อายุเริ่มมาก โปรดระมัดระวังเอาไว้ด้วย

    ความจริงไม่ต้องอายุมากหรอก อายุน้อยก็เป็นได้ เนื่องเพราะว่าขึ้นอยู่กับความประพฤติของพวกเราเอง ก็คืออากาศร้อน ๆ ได้ซดน้ำเย็นรู้สึกชื่นใจ ถ้าวันไหนร่างกายปรับไม่ทัน ก็จะได้นอนชื่นใจไปยาว ๆ..!

    โรคพวกนี้ความจริงเป็นเรื่องที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ด้วยความที่ไม่เข้าใจสภาพร่างกายอย่างหนึ่ง มีความประมาทคิดว่าไม่เป็นอะไรอีกอย่างหนึ่ง ก็มักจะทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย หรือติดเตียงไปอย่างไม่น่าที่จะต้องเป็น ลำบากทั้งหมอทั้งพยาบาล ลำบากทั้งลูกหลานที่คอยดูแล..!

    เมื่อวานนี้ก็มีคลิปหมาเป็น "สโตรก" เป็นหมาพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี เจ้าพวกนี้โดยปกติอยู่ในทุ่งน้ำแข็ง พอมาอยู่บ้านเรา ส่วนใหญ่เจ้าพวกนี้จะยึดหน้าพัดลมหรือยึดห้องปรับอากาศ เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้ไม่ร้อนมาก ปรากฎว่าเจ้าสองตัวนั่นถึงเวลาแหกออกไปข้างนอก สนใจ
    ว่านอกประตูรั้วจะมีอะไร วิ่งไปถึงประตูรั้ว เจ้าตัวหนึ่งก็ล้มลงไปชักดิ้นชักงออยู่ตรงนั้นเอง สรุปว่าอย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่หมาก็เป็น "สโตรก" ได้..!

    โลกเราก็ร้อนขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะว่าไม่ค่อยมีใครสนใจปัญหาเหล่านี้ เราจะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมาจังหวัดเชียงใหม่กับแม่ฮ่องสอนกลายเป็นเมืองในหมอก เพราะว่าต่างคนต่างเผาป่า โดยเหตุผลก็คือชิงเผาก่อน ไฟจะได้ไม่ลามมาถึงพื้นที่ของตัวเอง แล้วที่น่าตายที่สุดก็คือ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ชิงเผาก่อน..! กรมป่าไม้มีหน้าที่ดูแลรักษาป่า แต่ดันไปเผาป่าเสียเอง..!
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    พอ "พระครูอ๊อด วัดเจดีย์หลวง" พาพระเณรไปช่วยกันดับไฟ ดันมีพวกเกรียนคีย์บอร์ดถามอีกว่า "มันใช่กิจของสงฆ์หรือ ?" ถ้าเป็นอาตมาจะตอบว่า "ก็เพราะมึงไม่มาทำ กูก็เลยต้องไปทำอย่างนี้..!" ก็คือพวกนี้ส่วนใหญ่แล้ว "มือไม่พาย เอาตีนราน้ำ" ตลอด เรื่องอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างกูตั้งคำถามได้หมด แต่ไม่เห็นจะตั้งคำถามว่า "ทำไมเขากระโดงไม่โดน ทั้ง ๆ ที่หลวงตาสิ้นคิดโดน ?" อันนี้ก็ "แกว่งปากหาเสี้ยน" ใช่ไหม ?

    หรือไม่ก็ "มัสยิดเขายายเที่ยงสร้างได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่อยู่บนพื้นที่ของอุทยาน ?" จนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นมีใครกล้าเอื้อมเข้าไปแตะ พูดง่าย ๆ ว่ารังแกแต่คนที่ไม่มีทางสู้ ทำเป็นเหมือนเคร่งครัดกับกฎหมายมาก แต่พอเจออิทธิพลที่เหนือกว่าก็ "หงอ" ให้กับเขา ลักษณะอย่างนี้ไม่สมควรที่จะเป็นข้าราชการ เพราะว่าจิตใจที่จะทำงานถวายในหลวงนั้นไม่มี มีแต่เอาตัวรอดไปวัน ๆ ฟังแล้วเครียด..! ใช่ไหม ?

    พวกเราเองในระยะที่ต้องบอกว่า ทั้งในบ้านทั้งนอกบ้านร้อนไปหมด ก็ต้องหาทางทำอย่างไรไม่ให้ใจเราร้อนไปด้วย ก็คือถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่กับการภาวนาให้มากที่สุด

    แต่ส่วนใหญ่พวกเราก็ผ่อนสั้นผ่อนยาวกันไม่เป็น พอถึงเวลาให้อยู่กับการภาวนาก็เครื่องไหม้ ประมาณว่าถ้าขี่มอเตอร์ไซค์ กูก็บิดหมดปลอกตลอดเส้นทาง ไม่มีเบาเครื่องเลย พระพุทธเจ้าก็สอนเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา แต่พวกเราส่วนใหญ่ไม่ถนัด ถ้าไม่สุดโต่งเกินไป กูก็สบายจนไม่เอาอะไรเลย..! แบบนี้ปฏิบัติไปอีกกี่ปีก็ไร้ประโยชน์..!

    เรื่องพวกนี้อยู่ที่สามัญสำนึกของแต่ละคน ญาติโยมหรือกระทั่งพระภิกษุสามเณรรุ่นเก่า ๆ จะเห็นชัดว่า กระผม/อาตมภาพเลิกเคี่ยวเข็ญคน เลิกเคี่ยวเข็ญพระไปนานแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือ
    ทุกอย่างก็รู้แล้ว ถ้าจะเลือกเดินลงนรกก็ตามใจ เมตตากรุณามามากแล้ว จึงหัดวางอุเบกขาเสียบ้าง..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    เพราะเรื่องของการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของใครทำใครได้ ไม่สามารถที่จะทำแทนกันได้ ต่อให้ครูบาอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่เก่งกาจขนาดไหน ก็มีหน้าที่แค่บอกทาง เมื่อบอกแล้ว ชี้ทางให้แล้ว ไม่เดิน ก็คงไม่ได้มีหน้าที่ไปลากเขาเดินถูลู่ถูกังไปจนถึงปลายทาง..! ก็มีแต่ต้องปล่อย ตัวใครตัวมัน

    เพราะฉะนั้น..ถ้าหากว่าสังวรณ์ถึงจุดนี้แล้ว ก็ถามตัวเองด้วยว่า "ปฏิบัติธรรมมานานเท่าไร ? ทำไมถึงเอาดีไม่ได้สักที ?" คนเราต้องวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองได้ ไม่อย่างนั้นแล้วก็แก้ไขปรับปรุงตัวเองไม่ได้

    ดังนั้น..ช่วงสงกรานต์ห้าวันนี้ พวกเรามีเวลาปฏิบัติเพื่อตนเอง หลวงพ่อเองก็เจ็บไข้ได้ป่วย สุ้มเสียงไม่ค่อยจะมี วันไหนพูดได้ก็พูด พูดแล้วไม่มีเสียงก็เลิกพูด ก็แปลว่า "หากินกันเอง" พูดง่าย ๆ ว่าสอนวิธีตกปลาให้แล้ว ไม่ใช่รอเขาเอาปลาทอดเสร็จแล้วใส่จานมาให้ รู้จักตกปลาหากินเองบ้างก็แล้วกัน..!

    เดี๋ยวพวกเราสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐาน แล้วเข้าสู่การปฏิบัติกันต่อไป
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    ก่อนทำวัตรเย็น วันอาทิตย์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๙​

    ขออภัย..มัวแต่ไปยุ่ง ๆ อยู่กับพวกสอบบาลี พระวัดท่าขนุนไปอบรมบาลีก่อนสอบ ๑๘ รูป ไม่หวังมากหรอก สอบผ่านสัก ๕ รูปก็พอแล้ว มักน้อยและสันโดษ ใช่ไหม ? ก็คือการสอบบาลีสมัยนี้เขามีการซ่อม สมัยก่อนสอบตกแล้วตกเลย สมัยนี้ถ้าสอบผ่านสักวิชาหรือสองวิชา เขาอนุญาตให้ซ่อมวิชาที่เหลือ ถ้าซ่อมผ่านก็ถือว่าสอบได้ ถ้าซ่อมไม่ผ่านก็ตก

    คราวนี้ของวัดท่าขนุนเราเน้นซ่อม..! ก็คือคุณถนัดวิชาไหน ให้ทุ่มวิชาเดียวนั้นให้ติดไว้ก่อน แล้วที่เหลือเราจะมีโอกาสดูหนังสือตอนรอสอบรอบสอง ซึ่งมีเวลาอีกเดือนกว่า ก็จะมาทบทวนกันอีกรอบ ที่อื่นเขารับไม่ไหว เพราะว่าค่าใช้จ่ายแพง ต้องไปเก็บตัว กิน ๆ นอน ๆ ท่องตำรา ทำแบบข้อสอบกัน วันนี้พอพิธีเปิดการสอบบาลีสนามหลวง (รอบ ๒) ที่วัดไร่ขิงเสร็จ ก็ขอเขาวิ่งกลับวัด เพราะว่าพอบวชพวกเราเมื่อวานเสร็จก็ไปแล้ว ต้องขออภัยไม่ค่อยได้อยู่วัด

    คราวนี้พวกเราที่มาบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม อุตส่าห์มาแล้ว เวลาทุกนาที ต้องทำใจของเราให้ดีที่สุด อย่าให้เสียทีที่อุตส่าห์มาถึง การปฏิบัติธรรมมีอานิสงส์สูงสุดในบุญกิริยาวัตถุทั้ง ๑๐ ประการ เพราะว่าเป็นกำลังใจของบุคคลที่ต้องถึงปรมัตถบารมีเท่านั้น

    เราจะเห็นว่าในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่หนักไปทางเรื่องของการให้ทาน ถ้าบอกว่ารักษาศีลนี่หลายคนรู้สึกว่าหนักเกินไป ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงภาวนา เพราะว่าแต่ละขั้นตอนนั้นยากกว่ากันเป็นร้อยเท่า..!

    บารมีต้น..ให้ทานได้อย่างเดียว รักษาศีลไม่ได้ เจริญภาวนาไม่ได้
    บารมีกลาง..ให้ทานได้ รักษาศีลได้ เจริญภาวนาไม่ได้
    บารมีปลาย..ให้ทานได้ รักษาศีลได้ เจริญภาวนาได้


    ถ้าใครมาถึงระดับนี้ ขอให้รู้ว่าเราเป็นบารมีขั้นปลาย มีสิทธิ์ที่จะบรรลุมรรคบรรลุผลได้ เพราะฉะนั้น..ถ้าใครจะสละสิทธิ์ก็เชิญตามสบาย..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงบ่าย วันจันทร์ที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๙ ​

    ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๑๐ สตางค์เคยกินไหม ? อาตมาแย่หน่อยเข้าเรียนชั้นประถมปีที่ ๑ ปีพุทธศักราช ๒๕๐๙ ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๑ สลึง (๒๕ สตางค์) ด้วยความที่ไม่เคยใช้เงินมาก่อนเลย ไปโรงเรียนก็ไม่เคยซื้ออะไรกินเพราะแม่ไม่เคยให้สตางค์ไป จนกระทั่งน้องชายเข้าเรียน ตอนนั้นอาตมาอยู่ชั้นประถมปีที่ ๓ ปีพุทธศักราช ๒๕๑๑ แม่ให้เงินไป ๕๐ สตางค์

    ใครบอกว่าพ่อแม่รักลูกเท่ากันนี่อย่าไปเชื่อนะ..! อาตมาเรียนมาหลายปีไม่เคยได้สตางค์ น้องชายเข้าเรียนปีแรกได้ ๕๐ สตางค์..! ด้วยความที่ไม่เคยใช้เงินทั้งพี่ทั้งน้อง ไปโรงเรียนแล้วน้องชายอยากจะกินข้าวเหนียวทุเรียน ก็ไปซื้อกับแม่ค้า แม่ค้าถามว่า "เอาเท่าไหร่ ?" น้องชายก็ยื่นเหรียญ ๕๐ สตางค์ให้บอกว่า "เอาหมดนี่" แม่ค้าก็ทำตาโตถามว่า "กินหมดหรือ ?" น้องชายก็ยืนยันว่า "หมด" แม่ค้าเขาก็เลยตักใส่ เรียกว่าอะไรดี เรียกว่ากะละมังใบเล็กก็แล้วกัน ราดน้ำทุเรียนมาให้ ตอนนั้นแหละที่เพิ่งจะรู้ว่า ๕๐ สตางค์มีค่าขนาดไหน ?!

    เนื่องเพราะว่าก๋วยเตี๋ยวชามละสลึงเดียว ดันไปซื้อข้าวเหนียวทุเรียน ๕๐ สตางค์ ไม่จุกตายก็บุญโขแล้ว..! โบราณเขามีข้อสังเกตว่า ค่าเงินจะแพงหรือถูกให้ดูที่เหรียญ ถ้าเหรียญยิ่งเล็กลงเท่าไร ค่าเงินก็เล็กลงเท่านั้น สมัยที่ว่าก๋วยเตี๋ยวชามละสลึง เหรียญ ๕๐ สตางค์ใหญ่เท่าเหรียญ ๑๐ บาทสมัยนี้ แล้วลองดูว่าปัจจุบันนี้เหรียญ ๕๐ สตางค์ ถ้าลอดง่ามมือก็หล่นหายไปไหนก็ไม่รู้ ?!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    โบราณเขาถึงได้บอกง่าย ๆ ว่าให้ดูที่เหรียญ เหรียญยิ่งเล็กลงมากเท่าไร ค่าเงินก็ลดต่ำมากเท่านั้น อย่างปัจจุบันนี้ประเทศญี่ปุ่นทำเหรียญ ๑ เยน ต้องใช้กระดาษทำเป็นเหรียญแล้วเคลือบสีเงิน ๆ เนื่องเพราะว่าถ้าใช้โลหะทำ ต้นทุนจะเกิน ๑ เยนไปมาก..!

    ในสมัยนั้นจำได้ว่า ถ้าหากว่าบ้านไหนไปขอลูกสาว มีทองไป ๒ บาท ๓ บาท เขาว่าบ้านนั้นโคตรรวยเลย..! เขาถึงได้มีสำนวนว่า "สาวน้อยร้อยชั่ง" ไม่ได้หมายถึงน้ำหนักแต่หมายถึงค่าตัว..! ค่าตัวร้อยชั่ง หนึ่งชั่งเท่ากับ ๘๐ บาท ร้อยชั่งก็ ๘,๐๐๐ บาท สมัยนี้ถ้าค่าตัวร้อยชั่ง อาตมาจะช่วยซื้อมาช่วยถูวัดสัก ๗ - ๘ คน..!

    ตอนที่ยังเด็กอยู่ เหรียญที่ใช้เป็นเหรียญรัชกาลที่ ๘ ไม่ใช่เหรียญในหลวงรัชกาลที่ ๙ เพราะว่าคลังยังเก็บกลับไม่หมด ชาวบ้านใส่หม้อฝังดินไว้บ้าง เก็บใส่ถุงใส่ไถ้ไว้บ้าง พวกเราก็ไม่เคยเห็นไถ้อีก..ใช่ไหม ? ไถ้เป็นถุงผ้าเย็บไว้ยาว ๆ ขนาดใหญ่กว่าเหรียญหน่อยเดียว เอาเหรียญหย่อนใส่ลงไป ของใครมีเยอะ ๆ บางทีเอาล้อมคาดเอวแทนเข็มขัดได้เลย..!

    สมัยก่อนเขาเก็บเงินกันอย่างนั้น บางบ้านเก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ กระบอกไม้ไผ่ที่ใส่เงินก็คือกระบอกไม้ไผ่ที่เป็นขื่อเป็นคานในบ้านนั่นแหละ เขาจะเจาะรูไว้หน่อยหนึ่ง ถึงเวลามีเงินเหลือก็หย่อนใส่ไว้ข้างใน บางคนก็พูดเสียน่าสงสารว่า "เก็บไว้ให้ลูกให้หลาน..!"
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    ส่วนใหญ่บ้านสมัยก่อนเป็นเครื่องผูกเครื่องสับ ก็คือทำด้วยไม้ไผ่บ้าง ไม้รวกบ้าง ไม่กี่ปีก็ต้องเปลี่ยนใหม่ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถึงเวลาก็ต้องไปทุบกระบอกเอาเงินออกมาก่อน ซึ่งไม่ค่อยมีใครลืม ที่ลืมมักจะเป็นใบเกิดลูก ที่เขาเรียกว่า "สูติบัตร" แจ้งเกิดเสร็จทางราชการก็กำชับนักหนา "เก็บไว้ให้ดีนะ อย่าให้หาย" ก็เอาไปเหน็บหลังคาไว้ หลังคาสมัยก่อนมุงจากมุงแฝกเรียงเป็นตับ ๆ ตับไหนที่เอื้อมมือถึง ก็เสียบไว้..เสียบไว้..เสียบไว้ ไฟไหม้ทีหายเกลี้ยง..! หรือไม่ก็รื้อบ้าน..ลืมเก็บ โยนทิ้งไปทั้งแผงนั่นแหละ..!

    รูปเก่า ๆ ซึ่งสมัยก่อนการถ่ายรูปยังเป็นกล้องที่ใช้หลอดไฟแฟล็ชที่เป็นหลอดอยู่นอกเครื่อง ถ่ายทีไฟก็สว่างวูบแล้วก็มืดตึ๊ดตื๋อมองอะไรไม่เห็น..! เพราะต้องถ่ายในห้องมืด ตอนก่อนถ่ายเขาเปิดไฟเอาไว้ พอถึงเวลากดถ่ายทีหนึ่งไฟแฟล็ชจะสว่างจ้าขึ้นมาแล้วก็ดับวูบ ตาเราที่โดนแสงแฟลชจนกระทั่งมองอะไรไม่เห็น แล้วไปอยู่ในห้องมืด ๆ ก็ยิ่งไม่เห็นเข้าไปใหญ่ ต้องตั้งหลักกันเป็นนาน ถึงจะมองเห็น..!

    ช่างใช้เวลาแต่งรูปแต่งฟิล์มนานมาก บางทีถ่ายรูปเสร็จต้องรอเป็นอาทิตย์กว่าจะได้รูป และการที่รูปแต่งฟิล์มได้ ก็เลยทำให้ครูบาอาจารย์จำนวนมากที่เป็นพระสงฆ์ที่เขาเคารพบูชา โดนแต่งให้มีหนวดมีเครา หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงเคยด่าให้ฟัง ท่านบอกว่า "แกเห็นรูปหลวงพ่อปานมีหนวดมีเคราไหม ?" ตอบท่านไปว่า "เคยเห็นครับ" ท่านบอก "นั่นแหละ..ไอ้พวกช่างมันถือว่าถ้าพระเคร่งอยู่กับการปฏิบัติ ไม่มีเวลาโกนหนวดโกนเครา ดูขลังดี มันก็เลยแต่งรูปให้พระมีหนวดมีเครา..!"

    เพราะฉะนั้น..ถ้าไปดูภาพพระเกจิอาจารย์เก่า ๆ หลายรูปจะมีหนวดมีเครา อันนั้นเขาตั้งใจเลยนะ ส่วนที่มีหนวดมีเคราจริง ๆ นั้น มีหลวงพ่อรุ่ง เคราเหล็ก ทางด้านปักษ์ใต้ เพราะว่าท่านเรียนวิชามา มีดอะไรก็ตัดไม่เข้า โกนไม่เข้า อย่างนั้นต้องยอมให้ท่าน เพราะว่าโกนไม่ได้จริง ๆ ก็คือเหนียวยันเส้นขน..ว่าอย่างนั้น..!
     
  8. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    แล้วก็มีอยู่รูปหนึ่งที่เขาว่าเป็นรูปหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง ผมยาว หนวดยาว อันนั้นท่านไว้จริง ๆ เนื่องเพราะว่าออกธุดงค์บางทีก็ไปกัน ๗ - ๘ เดือน กว่าที่จะกลับวัดก็ช่วงเข้าพรรษา ออกธุดงค์ ๗ - ๘ เดือนไม่ได้โกนหัว ไม่ได้โกนหนวด ก็เลยยาว ลูกศิษย์มีกล้อง เห็นขลัง จึงขอถ่ายรูปหลวงปู่ไว้ดู

    ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่โกน ? เพราะว่ามีดโกนสมัยก่อนเป็นมีดที่ใบมีดกับตัวมีดเป็นชิ้นเดียวกัน ถึงเวลาก็พับเก็บ เกิดทันกันไหม ? เป็นโลหะหนัก ๆ บางเล่มก็เป็นทองเหลืองทั้งเล่ม เขาถือว่าเป็นอาวุธได้

    พระเวลาเข้าป่า เขาตั้งใจให้ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เท่านั้น ไม่ใช่นึกว่ามีอันตรายมาแล้วกูมีอาวุธ..! อันนั้นใจยึดผิด เพื่อป้องกันไม่ให้ใจยึดผิดว่าเรามีอาวุธ ก็เลยไม่ติดมีดโกนไป ใช้วิธีทนเอา ๗ - ๘ เดือนกลับมาถึงวัดแล้วค่อยโกน

    หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงบอกว่า "แม้แต่ข้า..หมามันยังไล่กัด !" ถามท่านว่า "ทำไมครับ ?" ท่านบอกว่า "มันจำไม่ได้ ผมเผ้าหนวดเครายาวเฟิ้มมาเลย..!" เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะว่าหลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังเอง

    อาตมาสะสมเครื่องราง เจอมีดหมอหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว หลายเล่มที่โดนหักปลายทิ้ง พอสอบถามผู้รู้เขาบอกว่า แสดงว่าเป็นมีดหมอที่ท่านให้กับพระ ถึงเวลาท่านหักปลายทิ้ง เพื่อไม่ให้ใช้เป็นอาวุธ จึงเหมือนอย่างกับมีดปลายด้วน..!
     
  9. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    เราจะเห็นว่าครูบาอาจารย์หรือพระสมัยก่อนนั้นเคร่งครัดมาก โดยเฉพาะการธุดงค์ ถึงเวลาต้องเจอที่อันตราย มีคนร้าย มีสัตว์ร้าย มีภูตผีปิศาจ ถ้าหากว่ากลัว ให้คิดถึงคุณพระรัตนตรัย ถ้าใครท่องธชัคคสูตรได้ ที่ว่า "ภะยัง วา ฉัมภิตัตตัง วาฯ" ถึงเวลามีภัยเข้ามาให้นึกอย่างไร ? ให้นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อาการที่ตนเองขนพองสยองเกล้าเพราะความกลัวก็จะหมดสิ้นไป เพราะรู้ว่ามีที่พึ่งแล้ว

    แต่คราวนี้เราต้องนึกขนาดไหนถึงหายกลัวได้ ? สำคัญตรงนี้นะ การที่จะนึกจนหายกลัวได้ คือต้องอยู่กับลมหายใจเข้าออกตรงหน้าที่มั่นคงชนิดอัตโนมัติ เป็นไปด้วยตัวเอง ไม่ต้องบังคับ ถ้าลักษณะนั้นก็คือทรงฌานได้แล้ว พอทรงฌานได้ สภาพจิตไม่ปรุงแต่ง รัก โลภ โกรธ หลง ไม่เกิด..ความกลัวจึงไม่มี

    แล้วสภาพจิตที่ทรงฌานได้ พลังจิตที่บริสุทธิ์แผ่ออกไปรอบข้าง ภูตผีปิศาจอะไรก็ตาม หรือแม้กระทั่งสัตว์ร้าย เขาสัมผัสได้ เขารู้ว่าเราไม่มีอันตรายกับเขา หรือรู้ว่าบุคคลนี้ไม่ควรยุ่งด้วย เพราะว่าเรามีสภาพจิตที่เข้มแข็งขนาดนี้ ถ้าเกิดเรารู้วิธีแล้วตอบโต้ เขาอาจจะเจ็บหนัก เขาก็จะเลิกยุ่งกับเราไปเอง ก็ทำให้สามารถผ่านอันตรายต่าง ๆ ไปได้ทุกครั้ง

    ผ่านไปได้ครั้งหนึ่ง ความมั่นใจในตัวเองก็มากขึ้น ผ่านไปได้อีกครั้งหนึ่ง ความมั่นใจก็จะมากขึ้นไปเรื่อย แล้วท้ายที่สุด ก็อยู่ในลักษณะศรัทธา เชื่อถือในคุณพระรัตนตรัย ชนิดมอบกายถวายชีวิต ก็คือรู้แล้วว่าคุณพระรัตนตรัยดีอย่างไร ? นั่นคือวัตถุประสงค์ของการเข้าป่าเพื่อธุดงค์


    ไม่อย่างนั้นแล้วธุดงค์ไม่ต้องไปป่าก็ได้ ถือผ้าสามผืนอยู่ในวัดก็ถือได้ บิณฑบาตเป็นวัตร ฉันมื้อเดียว อยู่โคนไม้ อยู่ป่าช้า ไม่จำเป็นต้องเข้าป่าเลย เข้าป่าไปเพื่อเจออันตราย แล้วจะได้มีสภาพจิตเกาะคุณพระรัตนตรัยจริง ๆ เกาะจนกระทั่งมั่นใจว่า ไม่มีอะไรเหนือกว่าคุณพระรัตนตรัยอีกแล้ว ไม่มีที่พึ่งอย่างอื่นยอดเยี่ยมกว่านี้อีกแล้ว
     
  10. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    ที่พึ่งอื่นจะไปพึ่งอะไร ? อย่าง "หลวงพ่อเสือ" ท่านพึ่งดุ้นไม้สะแก "หลวงพ่อเสือ" เป็นพระสงฆ์รุ่นเก่า รุ่นพี่รุ่นอาจารย์ของหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงเสียอีก ท่านไปธุดงค์ เจอชาวป่าตัดไม้ทิ้งไว้ท่อนหนึ่ง น่าจะเป็นไม้สะแก ไม้สะแกจะมีปุ่ม ๆ ลักษณะเหมือนหนามทื่อ ๆ ขนาดเท่ากับเอาปลายนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง รวบเข้าด้วยกัน ท่านก็ถือติดมือไปด้วย

    ปรากฏว่าพอถึงเวลาปักกลด หัวค่ำหน่อยเดียวเสือก็มาแล้ว..! เสือก็ดมฟืด ๆ รอบกลด อาตมาก็เคยโดน แต่ "หลวงพ่อเสือ" ท่านกลัว ในเมื่อกลัวจัด มีดุ้นไม้สะแกอยู่ ก็เงื้อสองมือฟาดเปรี้ยงเข้าให้..! ตีแสกหน้าเสือพอดีเลย เสือชักดิ้นชักงอตายคาที่ คนเราต้องกลัวขนาดไหนถึงตีเสือตายเลย..?!

    ครูบาอาจารย์ไล่ให้กลับวัดเดี๋ยวนั้นเลย บอกว่า "คุณศีลขาดแล้ว ถ้าไปต่อตายแน่ !" เพราะว่าการอยู่ในป่าสมัยก่อน ป่าเสือป่าช้างแบบนั้น ศีลไม่ดีเทวดาไม่รักษา "หลวงพ่อเสือ" ขึ้นครูธุดงค์ด้วยเสือหนึ่งตัว แล้วหลังจากนั้นท่านก็โด่งดังขึ้นมา เคยได้ยินชื่อ "หลวงพ่อเสือ วัดไผ่สามกอ" ไหม ? ลองไปหาค้นประวัติดู ท่านขึ้นครูด้วยเสือหนึ่งตัว..!

    ในเมื่อไม่มีที่พึ่ง พึ่งพระรัตนตรัยจริง ๆ เราจะเห็นว่าการที่เราจะเป็นพระอริยเจ้าเบื้องต้น ก็คือเคารพพระพุทธจริง ๆ เคารพพระธรรมจริง ๆ เคารพพระสงฆ์จริง ๆ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ คิดอยู่เสมอว่าถ้าตายเราจะไปพระนิพพาน

    เคารพพระพุทธจริง ๆ เคารพพระธรรมจริง ๆ เคารพพระสงฆ์จริง ๆ อย่างไร ? อยู่ในป่าเสือป่าช้างรอดมาได้ทุกงาน ใจจะยึดมั่นในคุณพระรัตนตรัยมากขึ้น..มากขึ้น..มากขึ้น ในที่สุดก็ถึงระดับมอบกายถวายชีวิต ไม่ล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น..กฎกติกาของความเป็นพระอริยะเจ้าเบื้องต้นก็อยู่ในกระเป๋าตัวเอง ก็แค่ไปเร่งศีลตัวเองให้บริสุทธิ์ รู้ตัวอยู่เสมอว่าต้องตาย ตายเมื่อไรเราจะไปพระนิพพาน แค่นี้เอง ไม่ต้องไปขึ้นครูด้วยเสือทั้งตัวเหมือนกับ "หลวงพ่อเสือ" ท่านเลย
     
  11. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    ดังนั้น..พระสมัยก่อนถ้ามีรูปที่ไว้หนวดไว้เครารุงรัง ก็คือออกธุดงค์มา เพิ่งจะกลับวัด ไม่ได้ติดมีดโกนไปด้วย เพราะเกรงว่าจะผิดศีลพระ พระห้ามจับอาวุธ ถามว่าแล้วพวกมีดทำครัวล่ะ ? จริง ๆ แล้วพระก็ห้ามทำครัว ห้ามหุงต้มเอง ห้ามเก็บอาหาร ห้ามเก็บอาหารไว้ในที่อยู่ กลัวว่าจะเป็นการสะสม

    แม้แต่บรรดาเภสัชต่าง ๆ ยังมี สัตตาหกาลิก น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาล เนยใส เนยข้น ซึ่งให้เก็บได้แค่ไม่เกิน ๗ วัน ถ้าเกินถือว่าต้องอาบัติ คือศีลขาด ต้องสละทิ้ง ในเมื่อเป็นดังนั้นจึงห้ามพระทำอาหารเอง เพราะฉะนั้น..เรื่องที่จะไปจับมีดทำครัวจึงเป็นไปไม่ได้

    แม้แต่มีดโกน ถ้าพระรูปนั้นเคยเป็นช่างกัลบก ก็คือช่างตัดผม โกนหัว โกนหนวด มาก่อน ห้ามจับมีดโกน ถ้าจะโกนหัวโกนอะไรตัวเอง ให้เพื่อนพระช่วย ถ้าเป็นนักรบมาก่อน ห้ามจับมีดโกน ห้ามจับอาวุธอื่น ๆ พวกนักรบเดี๋ยวไปนึกถึงกรรมเก่าที่ไปรบราฆ่าฟันมา จะพาให้ตกนรกกันเสียเปล่า ๆ..! ส่วนพวกช่างตัดผมจับมีดโกนเดี๋ยวฟุ้งซ่าน "เดี๋ยวเราสึกไปนะ รับจ้างโกนหัวโกนหนวดให้กับเขา เก็บเงินทีละอัฐ ทีละเฟื้อง ได้พอก็จะไปขอเมียสักคน" จะฟุ้งซ่านไปเรื่อย เพราะฉะนั้น..อะไรที่โยงให้นึกถึงอาชีพเก่านี่พระท่านห้ามแตะเลย..!

    แต่สมัยนี้เขาไม่ค่อยเคร่งครัดกับศีลแล้ว "หลวงพ่อศุข วัดโตนดหลวง" ทุกครั้งที่โยมขอถ่ายรูป จะได้แต่รูปท่านนั่งหลับตา ไม่มีที่ท่านจะจ้องกล้อง เพราะว่าท่านเกรงว่ารูปออกมาแล้วจะไม่สำรวม เลยหลับตาให้หมดเรื่องไป ส่วนอาตมาที่นั่งหลับตานี่ เพราะว่าคนถ่ายจ้องจะถ่ายนานไป เลยกระพริบตาพอดี..!

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราท่านจะเห็นว่ากฎเกณฑ์กติกาของการเคารพในพระรัตนตรัยปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะท่านที่อยู่ต่างประเทศ อยู่แถวตะวันออกกลาง ตอนนี้ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แน่นแฟ้นมาก..! ไม่แน่นก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะบึ้มลงมาเมื่อไร..ใช่ไหม ?
     
  12. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    ยิ่งมีพวกที่รอดตายจากอิสราเอลมา แล้วมาบอกว่าแขวนวัตถุมงคลวัดท่าขนุน..! เอ็งรอดเฉย ๆ ไม่ต้องพูดไม่ได้หรืออย่างไรวะ..!? ดันไปพูดเสียอีก ก็เลยทำให้วัดเดือดร้อนไปด้วย เพราะคนอื่นเขาจะเอาวัตถุมงคลรุ่นนั้นบ้าง ซึ่งทางวัดไม่มีแล้ว คือคนเราก็แปลก พอถึงเวลาวัตถุมงคลรุ่นไหนที่มีประสบการณ์ ก็จะเอาแต่รุ่นนั้น ทั้ง ๆ ที่คนเสกก็คนเดิม รุ่นไหนก็น่าจะใช้ได้ แต่ไม่เอา จะเอาแต่รุ่นนั้น น่าตายมาก..!

    สามเณรได้ทุนการศึกษา ไม่เก็บไว้เป็นทุนการศึกษาหรอก วิ่งไปบูชาแผ่นยันต์เกราะเพชร บอกว่า "ผมมีประสบการณ์มาแล้ว" ว่าอย่างนั้น "อาราธนายันต์เกราะเพชรแล้วแม่ตีไม่เจ็บ..!" เดี๋ยวจะสอนวิธีให้แม่ใช้คาถาตวาดป่าหิมพานต์แล้วค่อยตี แล้วคราวนี้ดูว่าจะเจ็บไหม..!?

    ในเมื่อยุคนี้สมัยนี้ เพื่อความปลอดภัย เราต้องยึดคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นปกติ เราก็แค่ทบทวนศีลให้บริสุทธิ์ ทำความรู้สึกอยู่เสมอว่า ที่เราต้องยึดคุณพระรัตนตรัยเพราะว่าจะตาย เพราะฉะนั้น..ถ้าหากว่าตายลงไปเราขอไปพระนิพพาน สรุปจบได้ ก็เอาใจเกาะพระ ภาวนาหลับไปเลย ถ้าลักษณะอย่างนี้ โอกาสเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าก็จะมีมากขึ้น

    เดี๋ยวพวกเราสมาทานพระกรรมฐาน แล้วเข้าสู่การปฏิบัติต่อไป
     
  13. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    ก่อนสวดมนต์ถวายหลวงปู่สาย วันจันทร์ที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๙ ​

    วันนี้ไม่มีทำวัตรเย็น เป็นธรรมเนียมเฉพาะของวัดท่าขนุน ทุกวันที่ ๑๓ ของเดือน จะสวดมนต์เย็นถวายกุศลหลวงปู่สาย อคฺควํโส อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าขนุนแห่งนี้ แล้ววันที่ ๑๔ ซึ่งคล้ายวันมรณภาพของท่าน ก็จะมีการทำบุญอุทิศให้ท่านทุกเดือน เพียงแต่ว่าการทำในลักษณะนั้น ท่านที่ไม่เข้าใจก็อาจจะสงสัยว่าทำอะไรกันนักหนา ?! แต่ความจริงก็คือการปฏิบัติตามหลักกตัญญูกตเวทิตานั่นเอง ก็คือรู้ถึงคุณงามความดีที่หลวงปู่ท่านได้กระทำต่อพวกเรา แล้วก็พยายามสร้างบุญสร้างกุศลตอบแทนไป

    อาตมากว่าจะเป็นรองศาสตราจารย์ได้นี่แทบตาย ขณะที่คนสอบพร้อมกัน เขาเป็นกันไปครึ่งค่อนปีแล้ว เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ตำราที่เขียนก็คือเรื่องของมหาสติปัฏฐานสูตร เขาหาผู้เชี่ยวชาญมาตรวจให้ไม่ได้ คนอื่นเขาเขียนเรื่องง่าย ๆ เขาหาผู้เชี่ยวชาญมาตรวจให้ได้

    อาตมาต้องรอจนกว่าจะหาผู้เชี่ยวชาญได้ คนอื่นเขาก็เป็นรองศาสตราจารย์กันไปเป็นปีแล้ว เป็นบทเรียนสำหรับคนที่ตามมาทีหลังว่า ตำราต่าง ๆ ที่เราเขียนเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการนั้น โปรดเขียนเรื่องที่ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปเขารู้ อย่าไปเขียนเรื่องที่ชาวบ้านไม่กี่คนเขารู้ เพราะว่าหาคนตรวจรับรองให้ไม่ได้..!

    ตำแหน่งวิชาการถ้าเป็นอาจารย์ประจำก็จะได้เงินประจำตำแหน่งเพิ่มขึ้นมา ก็หลายสตางค์อยู่นะ เพียงแต่ว่าของอาตมาเอง ได้มาห้อยท้ายชื่อไว้โก้ ๆ เท่านั้น เพราะว่าลาออกจากตำแหน่งทั้งหมดแล้ว เพียงแต่มือคัน ถึงเวลาก็เขียนโน่นเขียนนี่ไปเรื่อย

    มีอยู่อย่างหนึ่งที่เขียนไว้ แต่ออกไม่ได้ ก็คือเขียนเรื่องความไม่เอาไหนของกรรมฐานสายพอง - ยุบ เขากำลังนิยมกัน ถ้าหนังสือของเราออกไป ก็เท่ากับโยนระเบิดใส่เขาเลย..! เลยกลายเป็นว่าเขียนเอาไว้นานแล้ว แต่ไม่สามารถที่จะออกเป็นหนังสือได้

    อาตมาเป็นคนไม่รังเกียจความรู้ทุกประเภท การปฏิบัติแนวไหนถ้าเขาบอกว่าดี ไปลองทำทั้งนั้น แล้วไม่ใช่ทำแบบธรรมดา ทำแบบทุ่มเทด้วย ประมาณว่าถ้าดีจริงจะรับรองให้ แต่ถ้าไม่ดีจริงก็จะได้ด่าได้เต็มปากเต็มคำหน่อย..!
     
  14. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    สรุปก็คือ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ถึงแนวการปฏิบัติ ๔ สาย

    สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิบัติแบบง่ายแบบสบาย บรรลุเร็ว
    สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา หลักการปฏิบัติแม้จะง่าย แต่บรรลุยากมาก
    ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิบัติลำบาก แต่บรรลุเร็ว
    ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิบัติก็ลำบาก บรรลุก็ยาก


    เพราะฉะนั้น..มีหลายสายปฏิบัติในบ้านเราเมืองเรา ที่ออกไปแนว ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ก็คือปฏิบัติก็ลำบาก บรรลุก็ยาก ก็เลยกลายเป็นว่าของบางอย่าง ทำให้บุคคลส่วนหนึ่งเสียเวลาโดยใช่เหตุ คนเราอายุมีอยู่นิดเดียว ที่มาลาภารีเทพบุตรกล่าวไว้ว่า "อายุของมนุษย์น้อยถึงเพียงนี้ มีความประมาทหรือไม่ประมาทในชีวิตเป็นปกติ ?" นางปติปูชิกาตอบว่า "มีความประมาทเป็นปกติ"

    เราลองนึกถึงว่ายุงมีอายุ ๗ วัน ในสายตาของพรหม เทวดา มนุษย์เราอายุ ๑๐๐ ปีเป็นประมาณ ก็คงเหมือนกับยุงตัวหนึ่งเท่านั้น ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เรายังประมาท ไม่สร้างคุณงามความดี ก็ต้องบอกว่าจัดอยู่ในประเภท "ผีระอา เทวดาเบื่อหน่าย" คือลุ้นจนกระทั่งเหนื่อย ก็ยังไม่ยอมขยับไปไหน ถือว่าเป็นเรื่องที่เหนื่อยใจมาก

    เราลองนึกดูว่าประชากรโลกตอนนี้ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านคน มีบุคคลนับถือศาสนาพุทธอยู่แค่ประมาณ ๔๐๐ ล้านคน ยังไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เลย แล้ว ๔๐๐ ล้านที่ว่าเป็นมหายานไปเสีย ๒๐๐ กว่าเกือบ ๓๐๐ ล้านคน เนื่องเพราะว่าเขาบวกทิเบตทั้งประเทศ และจีน ตลอดจนกระทั่งเกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม เข้าไปด้วย เหลือสายเถรวาทที่มุ่งมรรคมุ่งผลอยู่แค่ ๑๐๐ กว่าล้านคนเท่านั้น แล้ว ๑๐๐ กว่าล้านที่ว่าอยู่ที่ไหนบ้าง ? ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว เขมร และประเทศอื่น ๆ อีกนิดหน่อย
     
  15. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    เคยได้ยินพระสงฆ์ศรีลังกาสอนเรื่องของการปฏิบัติให้ถึงมรรคถึงผลไหม ?..ไม่มี

    เคยได้ยินพระพม่าสอนการปฏิบัติให้ถึงมรรคถึงผลไหม ?..มี..แต่โคตรยากเลย แล้วส่วนใหญ่ก็ออกนอกลู่นอกทางไปเยอะ อย่างเช่นว่าตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจะต้องกินเจ..! อย่างนี้เป็นต้น

    ลาวมีการสอนปฏิบัติให้ถึงมรรคถึงผลไหม ?..มี..แต่น้อยมาก ๆ
    เขมรมีไหม..?..เหลือแต่พิธีกรรมล้วน ๆ..!

    ของไทยเรามีสำนักไหนที่สอนแล้วเน้นเรื่องนี้บ้าง ? ก็มีสายวัดป่า แต่สายวัดป่าเน้นสอนพระ ไม่ได้เน้นสอนโยม

    แล้วเรามาดูว่าสำนักที่มีผู้คนเชื่อถือปฏิบัติตามมาก ๆ อย่างเช่นธรรมกาย ความจริงหลักธรรมกายของหลวงปู่สดนั้นสุดยอดมาก อาตมภาพปฏิบัติมาตั้งแต่เด็ก ยืนยันว่าถ้าทำถูก ต้องบอกว่าถือเป็นสำนักระดับต้น ๆ ที่จะพาคนเข้ามรรคเข้าผลได้เลย แต่เสียดายที่ไปเบี่ยงเบนแล้วทำผิดเสียหมด

    พวกเราลองนึกดูว่าการปฏิบัตินั้นก็คือ มักน้อย สันโดษ พอประมาณ แต่พอทำไป..ทำไป กิเลสในส่วนที่เกิดขึ้น ทำให้เบี่ยงเบนออกนอกทางแบบไม่รู้ตัว ก็ทำเพื่อความสุขของตนเอง ต้องอยู่กุฏิดี ๆ ติดเครื่องปรับอากาศ ต้องมีสารพัดข้าวของอย่างนั้นอย่างนี้

    พระสายธรรมกายส่วนหนึ่ง ได้ยินชื่อเสียงเกียรติคุณของวัดท่าขนุน ก็เดินทางมาขอปฏิบัติธรรมด้วย พอเห็นว่าไม่มีห้องปรับอากาศให้ ก็ขอกลับเดี๋ยวนั้นเลย..! คือเราจะสุขาปฏิปทาขนาดนั้นเลยหรือ ? จะไม่ยอมลำบากอะไรเลยใช่ไหม ?
     
  16. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    ในส่วนของสำนักสันติอโศก ซึ่งตอนนี้ไม่ถือว่าเป็นคณะสงฆ์ไทย เพราะว่าศาลพิพากษาให้พ้นจากคณะสงฆ์ไทยไปแล้ว เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และมติมหาเถรสมาคม สำนักนี้เน้นในเรื่องของศีล เป็นการถือศีลในลักษณะสีลัพพัดตุปาทาน ก็คือยึดมั่นว่ากูเคร่งครัดกว่าสำนักอื่น..!

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้นโอกาสที่จะบรรลุมรรคบรรลุผลก็ไม่มี ก็ยืนกอดเสาอยู่ตรงนี้ แล้วบอกว่าจะไปเชียงใหม่ จะไปได้ไหม ? ก็คือกอดหลักปฏิบัติความเคร่งครัดของตนเอง

    อีกสายหนึ่งอย่างเช่นวัดนาป่าพงของอาจารย์คึกฤทธิ์ อันโน้นก็กล่าวถึงพระพุทธวจน แต่ว่าไปค้านพระไตรปิฎก แม้กระทั่งเรื่องของศีลในปาฏิโมกข์ ก็ยึดถือไม่เหมือนที่อื่นเขา จนกระทั่งโดนทางวัดหนองป่าพงที่เป็นต้นสังกัด ขับไล่ตัดขาดออกจากคณะศิษย์หลวงปู่ชา

    ถ้าอยู่ในลักษณะแบบนี้ โอกาสที่จะเข้าถึงมรรคถึงผลก็ยาก เนื่องเพราะว่าเดินผิดทางตั้งแต่แรกแล้ว อย่างเช่นว่า สมัยพุทธกาลไม่มีพระพุทธรูป เราจึงไม่จำเป็นต้องกราบต้องไหว้พระพุทธรูป..!

    ทั้ง ๆ ที่โบราณาจารย์ของเรา พยายามทำกรรมฐานที่เป็นของยากให้เป็นของง่ายที่จับต้องได้ ก็คือสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาให้เรากราบไหว้ ยึดถือเป็นพุทธานุสติ ถ้าถามว่า "ยึดแล้วจะหลุดได้ไหม ?" ก็ถ้ายังยึดอยู่ก็หลุดไม่ได้สักคน..!

    เพียงแต่ว่าบุคคลที่ตั้งใจปฏิบัติ ถ้าหากว่าถึงที่สุดแล้วก็จะปล่อยเอง เหมือนกับเราเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน เพื่อความปลอดภัย ก็ยึดราวบันไดพาตัวเองขึ้นไป หลายต่อหลายคนขึ้นไปถึงข้างบนแล้ว ยังไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองปล่อยราวบันไดตอนไหน ? โดยเฉพาะถ้าท่านทั้งหลายไม่มีอะไรให้ยึด แล้วจะเอาอะไรไปวาง ? ก็แปลว่าต้องยึดในความดีก่อน เมื่อทำดีถึงที่สุด เราวางดีลงได้เมื่อไร ก็จบกัน ไม่ติดทั้งดีทั้งชั่วแล้ว
     
  17. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    ดังนั้น..ในปัจจุบันของเรา บรรดาสายปฏิบัติที่มีคนเคารพนับถือมาก ๆ ส่วนหนึ่งก็ผิดเพี้ยนกันไป แล้วยังจะเหลือคนที่ตั้งใจทำเพื่อมรรคเพื่อผลกี่คน ? จาก ๖,๐๐๐ ล้านคน เหลือ ๔๐๐ ล้านคน จาก ๔๐๐ ล้านคนเหลือ ๑๐๐ กว่าล้านคน จาก ๑๐๐ กว่าล้านคน ดูไปทุกประเทศแล้ว เหลือบุคคลที่ปฏิบัติเพื่อมรรคเพื่อผลจริง ๆ ถึง ๑๐ ล้านคนหรือเปล่า ? แล้ว ๑๐ ล้านคนที่ว่านี้ปฏิบัติได้ตรงไหม ?

    จึงเป็นอะไรที่บอกว่าน่าเป็นห่วงมาก เนื่องเพราะว่าถ้าตราบใดที่พวกเรายังปฏิบัติไม่ตรง ยังเข้าไม่ถึงหลักธรรมที่แท้จริง เราก็ยังจะเอากิเลสไปชนกับคนอื่นอยู่ ต้องหลวงพ่อของกูเท่านั้นถึงจะใช่ ของมึงไม่ใช่ เจริญ..! ก็คือต้อง "สิ้นคิด" เท่านั้น ถ้ายังคิดอยู่นั้นไม่ได้ อะไรเหล่านี้เป็นต้น

    การปฏิบัติจึงเป็นเรื่องของการทุ่มเท เพื่อให้เข้าถึงจริง ๆ คนที่เข้าถึงอย่างแท้จริง จะไม่เสียเวลาไปขัดคอกับใคร เหนื่อยเปล่า ๆ ที่มาบอกมากล่าวกับพวกเรา ก็เพื่อให้รู้จักพิจารณาว่า ตัวของเราเองยังยึดอยู่ตรงไหนบ้าง ?

    คนเรามีชีวิตอยู่แค่แว้บเดียวในความรู้สึกของพรหมของเทวดา แล้วยังประมาทอยู่ โอกาสที่พลาดจะมีมาก และที่สำคัญก็คือ พลาดแล้วจะโดนทบต้นทบดอก แปลว่าถ้าหลุดลงข้างล่างแล้ว ขึ้นยากมาก เพราะฉะนั้น..อย่าให้เสียชาติเกิด..!
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...