เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 29 เมษายน 2026 at 19:40.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระผม/อาตมภาพไปบรรยายที่งานอบรมบุคลากรทางการศึกษาระดับสูง ที่วัดหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

    ส่วนหนึ่งที่ได้ฝากท่านทั้งหลายเหล่านั้นเอาไว้ก็คือ การเป็นผู้บริหารจะต้องมองงานให้ขาด โดยเฉพาะในด้านความต่อเนื่อง ไม่ใช่นโยบายขึ้น ๆ ลง ๆ ย้ายไปที่ไหนก็ไปเปลี่ยนแปลงของเขา ถ้าลักษณะแบบนั้น งานจะไม่ต่อเนื่อง แล้วก็ทำให้เกิดความยากลำบากแก่บรรดาผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะว่ามาทีหนึ่ง ก็ต้องเอาใจเจ้านายใหม่กันทีหนึ่ง โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ซึ่งปัจจุบันนี้ก็แทบจะผูกติดอยู่กับการศึกษาของฆราวาสอยู่แล้ว ในส่วนของปริยัติสามัญ ไม่ว่าจะระดับประถม มัธยม หรือว่าปริญญา

    คราวนี้ในเรื่องของการศึกษานั้น ส่วนใหญ่ก็ต้องการเอกสารรายงาน ถึงแม้ว่าจะเป็นการวัดผลงานอย่างหนึ่งก็ตาม แต่เอกสารเป็นเรื่องที่สามารถปั้นมา "แหกตา" กันได้..! เนื่องเพราะว่าสิ่งที่ต้องการจริง ๆ ก็คือการที่ผู้สอนต้องมีเวลาให้กับผู้เรียน ไม่ใช่มาเสียเวลากับเอกสารงานต่าง ๆ จนกระทั่งไม่สามารถเตรียมการเรียนการสอนให้ดีได้

    และในเมื่อเป็นผู้บริหารระดับสูง ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือต้องเป็นตัวอย่างกับบุคคลอื่น โดยเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ก็คือต้องยึดหลัก "ยถาวาที ตถาการี" พูดอย่างไร เราก็ต้องทำอย่างนั้น "ยถาการี ตถาวาที" ทำอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ถ้าไม่มีหน้าไม่มีหลัง ทุกอย่างตรงไปตรงมา ผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะสะดวกใจและปฏิบัติหน้าที่ได้ดี ไม่ใช่ต้องคอยดูอารมณ์ผู้บังคับบัญชาว่าจะขึ้น ๆ ลง ๆ หรือเปล่า ?!

    จะว่าไปแล้ว เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของฆราวาสเขาที่จะบริหารจัดการ ในฐานะที่เป็นพระซึ่งต้องให้คำแนะนำ โดยเฉพาะการอบรมที่เขาควรที่จะได้อะไรไป ก็ต้องเอาเรื่องทางโลกกับทางธรรมโยงเข้ามาหากัน เนื่องเพราะว่าพระของเรานั้น ไม่ว่าจะพูด จะคุย จะบรรยายอะไรก็ตาม ส่วนสำคัญที่สุดที่ทำให้เราแตกต่างจากฆราวาสก็คือ ต้องโยงเข้าหาหลักธรรมของพระพุทธเจ้าให้ได้ ถ้าโยงเข้ามาไม่ได้ เขาจะรับฟังที่ไหนก็มี โดยเฉพาะบรรดาฆราวาสที่เป็นพิธีกร หรือวิทยากรเก่ง ๆ มีมากมาย
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    เพียงแต่พระของเรานั้นมีจุดขายก็คือหลักธรรมะอย่างหนึ่ง หลักการปฏิบัติด้วยสติอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ถ้าเป็นวิทยากรฆราวาสแนะนำอย่างไร ภาษาอีสานท่านว่า "บ่คือ" ก็คือ "ไม่เข้าท่า" คำว่า "ไม่เข้าท่า" ในที่นี้ก็คือ แนะนำอย่างไรก็ขาดความน่าเชื่อถือ พระเราจึงทำอย่างไรที่จะบรรยายให้ญาติโยมเขาฟังแล้วไม่เบื่อ ขณะเดียวกันก็ต้องได้อะไรที่เป็นข้อคิดไปด้วย

    หลังจากนั้นกระผม/อาตมภาพก็ต้องวิ่งมางานทำบุญอายุวัฒนมงคล ๘๕ ปี หลวงพ่อพระครูนิโครธโยคาภิรักษ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔ เจ้าอาวาสวัดน้ำตก ซึ่งความจริงท่านนิมนต์ไปสวดมนต์ฉันเพล แต่ด้วยความที่ว่าเวลาบรรยายคาบเกี่ยวกัน จึงต้องไปถึงหลังเพล แต่ว่าเรื่องพวกนี้ถือว่าเป็นน้ำใจ ก็คือไปช้าดีกว่าไม่ไปเสียเลย..!

    หลักการปฏิบัติพวกนี้ แรก ๆ กระผม/อาตมภาพก็รู้สึกว่าทำไมพระเถระท่านถึงมางานของเราได้พักเดียว แต่พอตัวเองมาอยู่ในระดับนี้แล้วถึงได้รู้ เนื่องจากว่าหลายต่อหลายแห่งจัดงานตรงกัน ก็ต้องหาทางจัดสรรเวลาไปให้เขา พูดง่าย ๆ ว่าไปเป็นเกียรติแก่เจ้าภาพเขา

    แล้วโดยเฉพาะกระผม/อาตมภาพไป ก็ไม่ได้ไป "เอา" จากเขา ส่วนใหญ่ก็ไป "ให้" นานไปพวกท่านทั้งหลายก็ต้องเจอในลักษณะแบบนี้ ไม่ว่าจะพระภิกษุสามเณร หรือว่าฆราวาส อยู่ไปนาน ๆ ตำแหน่งหน้าที่ก็จะก้าวหน้าขึ้นไปตามลำดับ เมื่อถึงเวลา หลักการพวกนี้เราจะได้เอาไปใช้งานได้

    โดยเฉพาะในเรื่องของการปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนเอาไว้ ก็คือหลักการที่ว่า อนูปะวาโท ไม่ว่าร้ายใคร อนูปะฆาโต ไม่ทำร้ายใคร

    สมัยก่อนพระผู้ใหญ่หลายท่านซึ่งเป็นเจ้าคณะปกครอง เจอหน้ากระผม/อาตมภาพก็มักจะถามว่า "ตอนนี้การคณะสงฆ์อำเภอทองผาภูมิเป็นอย่างไรบ้าง ?" สิ่งที่กระผม/อาตมภาพตอบอยู่เสมอก็คือ "ดีครับ" หลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอท่านทำเรื่องดีแบบนั้น หลวงพ่อเจ้าคณะตำบลท่านทำเรื่องดีแบบนี้ ตอบไปตอบมาหลายครั้งเข้า พระผู้ใหญ่ท่านรู้อัธยาศัยก็เลิกถามไปเลย เพราะว่าถามไปก็ไม่เคยนินทาใครลับหลังสักที..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,286
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,105
    ค่าพลัง:
    +26,911
    ในเรื่องของอนูปะฆาโต ไม่ทำร้ายใคร ในที่นี้นั้น กระผม/อาตมภาพรวมเรื่องการทำร้ายกันทางวาจาไปด้วย ก็คือกล่าวร้าย ให้ร้าย ใส่ร้ายต่อผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่พระภิกษุสามเณร หรือว่าผู้ปฏิบัติธรรมของเรา จะเป็นบุคคลแบบนั้น พูดง่าย ๆ ว่าถ้าพูดถึงความดีของคนอื่นไม่ได้ก็อย่าไปพูดเลย..!

    สมัยก่อนที่ยังช่วยงานหลวงพ่อพระเทพเมธากร (ณรงค์ ปริสุทโธ ป.ธ. ๔) อดีตเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี อยู่ที่วัดราษฎร์ประชุมชนาราม (วัดท่ามะขาม) ตัวอย่างที่ดีที่สุดที่กระผม/อาตมภาพดูอยู่ก็คือ อดีตพระมหาทองดี โชติปญฺโญ ป.ธ. ๖ น่าเสียดายที่ท่านสอบประโยค ๗ ผ่าน แต่สึกไปเสียก่อน..!

    มีพระอยู่รูปหนึ่งภายในวัดท่ามะขาม ซึ่งกระผม/อาตมภาพพยายามมองมุมไหนก็หาความดีไม่ได้ แล้วหลวงพ่อวัดท่ามะขามท่านก็ชอบสอบกำลังใจของพระลูกวัด ก็คือให้กล่าวถึงพระรูปนั้นพระรูปนี้ พอมาถึงพระรูปนี้ ท่านอื่นก็อึ้งกันหมด เพราะว่าหาความดีไม่ได้จริง ๆ แล้วจะไปพูดอย่างไรให้ดีได้..!

    ปรากฏว่ามหาทองดีท่านบอกว่า พระรูปนี้มีความดีอย่างยิ่ง เพราะว่าตอนที่ยังไม่บวช ท่านเข้าวัดท่ามะขามมา เจอพระรูปนี้แล้วสอบถามว่า "หลวงพ่อเจ้าอาวาสอยู่ทางไหน ?" ท่านเมตตาชี้ทางให้ ผมถึงได้มีโอกาสบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาจนจบเปรียญธรรม ๖ ประโยค ขึ้นมาเป็นถึงเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีได้ ก็เพราะความดีของท่านที่ช่วยบอกทางในครั้งนั้น ได้ฟังแล้ว กระผม/อาตมภาพแทบจะก้มลงไปกราบ ก็คือไอ้เรื่องที่เรามองทุกมุมก็หาความดีไม่ได้ แต่มหาทองดีท่านหาเจอ..!

    เพราะฉะนั้น..หลักการพวกนี้ท่านทั้งหลายก็ลองเอาไปพลิกแพลงใช้งานดู ในเรื่องของการทำร้ายผู้อื่นด้วยคำพูดนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การยกย่องคุณงามความดีของคนอื่นนั้นเป็นเรื่องยาก ทำอย่างไรที่เราจะเอาตัวอย่างของ "อดีตมหาทองดี" มา แล้วก็ปรับใช้งานกับตัวของเราเอง โดยยึดหลักอนูปวาโท ไม่ว่าร้ายใคร อนูปฆาโต ไม่ทำร้ายใคร

    ถ้าใครสามารถทำตรงนี้ได้ ชีวิตของท่านจะมีความสุขมาก เพราะว่าเป็นบุคคลที่มองโลกในแง่ดี ไม่ต้องไปเครียดกับใคร อะไรเกิดขึ้นถือว่าดีทั้งหมด เพียงแต่เราต้องหาความดีจากเรื่องนั้น ๆ ให้ได้เอง

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพุธที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...