เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 23 กุมภาพันธ์ 2026 at 18:15.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,924
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,034
    ค่าพลัง:
    +26,866
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,924
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,034
    ค่าพลัง:
    +26,866
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อคืนนี้ กระผม/อาตมภาพเข้าร่วมรายการเสียงธรรมจากมหาจุฬาอาศรม จนถึงเวลา ๕ ทุ่มของทางประเทศญี่ปุ่น จึงได้ทำแบบประเมินและจบรายการลง แต่ด้วยความที่ว่าใกล้เวลาตื่นนอนแล้ว จึงได้ภาวนาไปจนครบชุด แล้วลุกขึ้นมาทำการทำงานของตน ได้ยินเสียงฝนตกค่อนข้างจะหนัก ยังคิดอยู่เหมือนกันว่าอากาศแบบนี้ไม่น่าจะมีหิมะลงได้ เนื่องเพราะว่าถ้าหิมะจะลงฝนต้องไม่หนักขนาดนี้

    เมื่อจัดการกับธุระต่าง ๆ โดยเฉพาะการตรวจแก้บันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไปล้างหน้าล้างตา จากนั้นก็มาค้นหาข้าวของเพื่อทำการชงน้ำชา ซึ่งโดยปกติแล้ว กระผม/อาตมภาพฉันแต่น้ำร้อนเปล่า ๆ

    แต่เนื่องจากว่าท่านอาจารย์บ๊ะ (พระอาจารย์ศิริชัย ชยธมฺโม) วัดโพธิลังการ์ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ท่านเป็นผู้ที่คอยดูแลสุขภาพของกระผม/อาตมภาพอยู่ สั่งให้ฉันน้ำชามาจนถึงปัจจุบันนี้โดยไม่ได้บอกให้เลิก จึงต้องชงน้ำชา หรือว่าติดกระบอกน้ำร้อนไปในทุกที่ หาน้ำร้อนได้เมื่อไรก็ชงชาเมื่อนั้น เพราะว่าท่านให้ฉันน้ำชาอย่างน้อยวันละ ๒ - ๓ ลิตร ซึ่งถ้าอยู่วัดตามปกติ กระผม/อาตมภาพอาจจะฉันเกินเสียด้วยซ้ำไป..!

    เมื่อชงชาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็แต่งองค์ทรงเครื่อง ทำการทำงานอื่นไปอีกพักใหญ่ จน ๐๖.๔๕ น. ของทางประเทศญี่ปุ่น จึงลงไปยังห้องอาหาร ปรากฏว่าพวกเราทุกคนมานั่งรอกันอยู่ที่หน้าห้องอาหาร ในลักษณะกดดันผู้ที่ทำอาหารอยู่ก่อนแล้ว..!

    กระผม/อาตมภาพจึงเข้าไปร่วมกดดันด้วย จน ๗ โมงตรงห้องอาหารก็เปิด เขาจัดสถานที่แบบโต๊ะญี่ปุ่น ให้คนนั่งล้อมวงโต๊ะละ ๔ คน ยาวต่อเนื่องกันไป ซึ่งคณะของพวกเราก็ต้องใช้ ๒ โต๊ะครึ่ง เนื่องเพราะว่ามี ๑๐ คนพอดี

    ข้าวปลาอาหารที่ส่งมานั้น บางอย่างกระผม/อาตมภาพก็ไม่รู้จัก แต่ด้วยความที่ไม่รังเกียจอะไรเลย ถ้ามนุษย์กินได้ก็ส่งมาเถอะ..! จึงกวาดทุกอย่างหมดเรียบภายในเวลาไม่กี่นาที เหลือไว้แต่สิ่งที่กระผม/อาตมภาพเรียกว่า "กะปิญี่ปุ่น" ซึ่งเขาวางมาบนใบ้ไม้ที่มีแผ่นฟอล์ยรองอยู่ และจุดไฟอุ่นอยู่ข้างใต้ด้วย ขนาดพยายามจิ้มสิ่งโน้นสิ่งนี้ลงไปแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะฉันหมดได้

    เมื่อเสร็จจากอาหารคาวแล้ว ทางคณะยังส่งผลไม้และขนมมาอีกถุงใหญ่ แต่กระผม/อาตมภาพก็ฉันได้แค่อย่างละคำสองคำเท่านั้น เมื่ออิ่มแล้วจึงไปเข้าห้องน้ำ ขณะที่พวกเราหลายคนตรงไปยังมุมกาแฟที่ต้องบริการตัวเอง ครั้นออกจากห้องน้ำมาแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ไปทำการคืนห้อง เปิดล็อกเกอร์เอารองเท้าของตนเองมาใส่ โดยที่ต้องอยู่นอกเขตที่เขากำหนดเอาไว้ เนื่องเพราะว่าถ้าด้านในแล้วไม่สามารถจะใส่รองเท้าเข้าไปได้
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,924
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,034
    ค่าพลัง:
    +26,866
    เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว พวกเราก็ลงไปยังลานจอดรถ อากาศเช้านี้อยู่ที่ ๖ องศาเซลเซียสเท่านั้น ต้องถือว่าไม่หนาว เมื่อขนข้าวของขึ้นรถแล้ว พวกเราก็วิ่งไปยังสถานที่ซึ่งเป็นไฮไลท์ของหมู่บ้านชิราคาวาโกะ โดยที่จะขึ้นไปชมวิวบนยอดเขา ซึ่งสามารถมองเห็นหมู่บ้านหิมะมรดกโลกแห่งนี้ทั้งหมู่บ้าน แต่ด้วยความที่ว่าทุกครั้งที่มานั้น จะมีหิมะตกท่วมถึงขนาดต้องขุดรถออกจากกองหิมะกันเลยทีเดียว

    แต่มาปีนี้ นอกจากหิมะไม่ตกแล้ว ยังฝนตกอีกต่างหาก จากที่เคยจำเส้นทางได้ พลขับก็เลยพาหลงเตลิดเปิดเปิง ไปถึงท้ายหมู่บ้านซึ่งเป็นไฮไลท์อีกจุดหนึ่ง เรียกว่า "บ้านสามหลัง"

    พวกเราลงไปยืนถ่ายรูปยังไม่ทันไร ก็มีเสียงคุณป้าคนหนึ่งเอะอะโวยวายลั่นไปหมด แถมยังเปิดเสียงสิ่งที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับสัญญาณภัยรถยนต์ที่ถืออยู่ในมือ พร้อมกับตะโกนขับไล่พวกเราอีกด้วย เมื่อพวกเรากลับขึ้นรถช้า ยังมีการทุบรถเสียงดังปึงปังโครมคราม..! ทุกคนบอกว่าป้าอาจจะเป็นเจ้าของบ้านไฮไลท์สามหลังนี้ แต่แกไม่ชอบให้คนเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตตัวเอง จึงมาขับไล่นักท่องเที่ยวทุกครั้ง

    กระผม/อาตมภาพเองก็ยังสงสัยว่า ในเมื่อได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกแล้ว แต่คุณป้าแกกลับขวางโลกพอที่จะไม่ยอมรับ คิดอยู่อย่างเดียวว่าเป็นบ้านตนเอง ถ้าเป็นบ้านของกระผม/อาตมภาพ ป่านนี้ก็คงจัดสถานที่ จัดพร็อพ ตกแต่งเก้าอี้ รอนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูป เก็บแค่คนละ ๑๐๐ เยน วันหนึ่งหลายพันคนก็น่าจะร่ำรวยไปแล้ว..! แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ คนเราแต่ละคนย่อมคิดไม่เหมือนกัน

    เมื่อพวกเรานำรถวนออกมา เพื่อที่จะขึ้นไปยังยอดเขา ปรากฏว่ามาเจอเจ้าหน้าที่ปิดทางห้ามขึ้น แจ้งว่าต้องไปจอดที่ลานจอดรถ พูดง่าย ๆ ก็คือไปจ่ายค่าจอดรถ ๒,๐๐๐ เยนเสียดี ๆ นั่นเอง..! แล้วจอดรถเอาไว้ที่นั่น เพื่อที่จะเดินเท้าเข้าไปภายในหมู่บ้าน

    เมื่อลงจากรถกันแล้ว พวกเราก็เดินข้ามสะพานแขวนเข้าไปยังบริเวณเขตหมู่บ้าน ซึ่งตอนนี้เริ่มมีร้านค้าบางร้านเปิดขายของแล้ว บางแห่งมีการตกแต่งด้วยรูปปั้นเจ้าตัวประหลาดที่เรียกว่า "ทานูกิ" มากันเป็นครอบครัว ดูน่ารักมาก แต่ถ้าตามประวัติแล้ว เจ้าทานูกินี้แสบสะเด็ดเลยทีเดียว..!

    พวกเราค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ ดูพื้นที่ไป หิมะกำลังละลายจึงทำให้ลำธารสองข้างทางไหลแรงดีมาก แล้วก็สังเกตว่ามีทั้งปลาแซลมอน และปลาคาร์ฟอยู่ในนั้น ซึ่งปลาทั้งสองชนิดนี้ ถ้าไม่ใช่น้ำไหลก็ไม่อยู่เสียด้วย แสดงว่าคุณภาพน้ำที่นี่สะอาดดีมาก
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,924
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,034
    ค่าพลัง:
    +26,866
    พวกเราเดินถ่ายรูปไปขึ้นที่สูงไปเรื่อย ตอนแรกกระผม/อาตมภาพช้าที่สุด เนื่องเพราะว่าหยุดถ่ายรูปเป็นระยะ ๆ ปล่อยให้คนอื่นแซงไปก่อน แต่เมื่อเดินต่อไปเรื่อย ๆ กลายเป็นว่าอยู่หน้าคนอื่นเขาหมด..!

    เมื่อไปถึงจุดชมวิวยังมีคนขึ้นมาแค่ไม่กี่คน เนื่องเพราะว่ายังเช้าจนเกินไป จึงได้ถ่ายรูป ซึ่ง "คุณนายปุ๊ก" (นางสาวพิกุลฉัตร พิจารณ์จิตร) หัวหน้าคณะในครั้งนี้บ่นว่า ตั้งแต่มาตั้งหลายต่อหลายครั้งแล้ว ยังไม่เคยมีครั้งไหนที่หลังคาบ้านดำ ๆ แบบนี้ เนื่องเพราะว่านอกจากหิมะไม่ตกแล้ว ฝนยังกระหน่ำหนักลงมาล้างหิมะทิ้งอีกด้วย..! กระผม/อาตมภาพจึงบอกว่า โชคดีแค่ไหนแล้วที่เรามาเจอในสิ่งที่ต่างจากคนอื่นเขา ในเมื่อเจอคนคิดต่างแบบนี้ คุณนายปุ๊กถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก..!

    กระผม/อาตมภาพเดินขึ้นไปทางด้านบน โดยมี "ทิดโอ" หรือว่า "เสี่ยโอ" (นายอุดมศักดิ์ จิระบัณฑิต) และ "เถ้าแก่ตี๋" (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) คอยประกบข้าง เพื่อที่จะระมัดระวังไม่ให้พระแก่ล้ม แต่ว่าพระแก่เดินเร็วกว่า ทำเอาสองคนต้องจ้ำตามลิ้นห้อยไปเลย..!

    ทางด้านบนนี้มีอีกอยู่จุดหนึ่งที่เป็นระเบียงเล็ก ๆ มองเห็นหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านได้เช่นกัน มีเจ้าหน้าที่คอยชี้บอกว่าบริเวณไหนเข้าไปถ่ายรูปได้ บริเวณไหนควรที่จะละเว้น โดยมีเจ้าทานูกิครอบครัวหนึ่งอยู่ตรงหัวสะพานใกล้ระเบียงอีกด้วย แต่เจ้าครอบครัวนี้มีลูกเล็กตัวเดียวเท่านั้น

    เมื่อถ่ายรูปเสร็จ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ก็มาถึง กระผม/อาตมภาพขอให้ถ่ายรูปกับครอบครัวเจ้าทานูกิเสียก่อน จากนั้นก็ให้ "ทิดโอ" ไปซื้อน้ำชาร้อน ซึ่งเป็นชาเขียวใส่ขวด ปรากฏว่าเมื่อได้มาแล้ว ฉันไปยังไม่ทันได้ครึ่งหนึ่ง พวกเราส่วนใหญ่ก็ตามมาถึง แต่ว่าไม่มีใครอยากเดินขึ้นมาช่วงบน เพราะว่าหมดกำลังกายกำลังใจเสียแล้ว..!

    กระผม/อาตมภาพจึงชวนทุกคนถ่ายรูปหมู่ จากนั้นก็เดินนำลงไปข้างล่าง โดยที่มี 'เถ้าแก่ตี๋" กับ "เสี่ยโอ" สองคนที่ตามไปทัน ลงไปยังบริเวณบ้านที่เขาเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ให้คนเข้าไปชมวิถีชีวิตของชาวหมู่บ้านชิราคาวาโกะ ซึ่งเขาทำบ้านซึ่งตนเองอยู่อาศัยนั้น ให้เข้าไปดูการดำเนินชีวิต ในลักษณะของพิพิธภัณฑ์ชีวิตจริงนั่นเอง

    หมู่บ้านเหล่านี้สร้างบ้านโดยที่ไม่ต้องใช้ตะปูหรือเหล็กเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เมื่อตั้งเสาบากคานวางลงไปแล้ว ก็ตั้งจั่วขึ้น แล้วก็ใช้ไม้วางเป็นแป ผูกมัดด้วยเชือก จากนั้นก็มุงด้วยฟางชั้นแล้วชั้นเล่าจนหนาปึ้ก ซึ่งเท่าที่ดูด้วยสายตาแล้ว หนาประมาณ ๑ ศอกเลยทีเดียว กว่าที่จะเปื่อยจะผุเพราะลมเพราะฝน ก็น่าจะอยู่ไปชั่วอายุคนหนึ่งเลยทีเดียว..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,924
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,034
    ค่าพลัง:
    +26,866
    เมื่อพวกเราดูจนครบถ้วน และถ่ายรูปไปทุกซอกทุกมุมแล้ว ออกมาข้างนอก ทุกคนก็มารอกันอยู่แล้ว กระผม/อาตมภาพบอกว่า "บ้านหลังไหน ๆ ก็คงคล้ายคลึงกัน ไม่ต้องไปเสียสตางค์ดูหลังอื่นอีก เอาแค่นี้ก็พอ" จึงเดินกลับมายังลานจอดรถ ปรากฏว่าแค่ช่วงข้ามสะพานแขวนนั่นเอง ผู้คนก็ไหลมาเทมา จนแทบจะหลีกกันไม่พ้น เมื่อลงถึงลานจอดรถก็ต้องร้องโอ้โฮ..! เพราะว่าเฉพาะรถบัส ๔๐ ที่นั่งก็เกิน ๒๐ คันไปแล้ว ไหนจะรถส่วนตัวอีกไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร พวกเราเข้าห้องน้ำกันแล้วจึงมาขึ้นรถ

    เมื่อขับออกมาจ่ายค่าจอดรถ ๒,๐๐๐ เยน เขามีป้ายขึ้นว่า "ลานจอดรถเต็ม" แปลว่าพวกเราโชคดีที่พักอยู่ในหมู่บ้านนี้ บรรดาผู้ที่พักอยู่เมืองทากายามะเพิ่งเดินทางมาถึงก็ดี กำลังเดินทางเข้ามาสวนกับเราหลายต่อหลายสิบคันก็ตาม คงจะต้องวนหาที่จอดรถกันอีกนานทีเดียว ในขณะที่เดินชมหมู่บ้านอยู่นั้น มีแต่เสียงภาษาไทย ซ้ำบริเวณลานจอดรถยังมีป้ายภาษาไทยบอกอีกด้วยว่า "ลานจอดรถปิด ๑๗.๐๐ น. กรุณานำรถของท่านออกก่อนเวลาปิดด้วย"

    พวกเราวิ่งย้อนเส้นทางของเมื่อวานนี้ กลับออกไปทางเมืองทากายามะ จนมาถึงลานจอดรถฮิรุกาโนะ ก็แวะเข้าห้องน้ำแล้วก็ฉันอาหารเพลกัน ขณะที่ใกล้จะอิ่ม ผู้คนที่เพิ่งจะชมหมู่บ้านเสร็จก็ไหลมาเทมา แต่ว่าพวกเราออกเดินทางต่อกันไปแล้ว..! เมื่อย้อนเส้นทางกลับมาในระยะทางที่ค่อนข้างจะยาว

    กระผม/อาตมภาพถามว่า "เราจะไปไหนกันแน่ ?" เพราะว่ากำลังย้อนเส้นทางเมื่อวานกลับไปยังเมืองทากายามะชัด ๆ ด้วยความที่เป็นคนจำทางแม่นนั่นเอง แต่เมื่อเลยบริเวณพื้นที่น้ำเหนือเขื่อนไปแล้ว ก็เลี้ยววนขวาขึ้นทางด่วน มุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่เขาตั้งใจกันเอาไว้ จนกระทั่งมาถึงในบริเวณที่จอดรถอีกแห่งหนึ่ง โดยที่พวกเราผ่านปราสาทสวยงามแห่งหนึ่ง ที่หาข้อมูลแล้วชื่อว่า "ปราสาทคัตสึยามะ" แต่ว่าเขาปิดปรับปรุง จะไปเปิดเอาช่วงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์โน่น พวกเราจึงต้องวิ่งเลยไป

    จนกระทั่งมาถึงบริเวณวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาเรียกภาษาชาวบ้านว่า "วัดหลวงพ่อโต" แต่ว่าชื่อเป็นทางการก็คือ "วัดเอจิเซ็น" เข้าไปกราบสักการะ "หลวงพ่อพระไวโรจนะ" ซึ่งตามความเชื่อของมหายานก็คือ "พระธยานิพุทธะ" ซึ่งเกิดจากกำลังฌานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็น "อาทิพุทธะ" หรือว่า "องค์ต้นธาตุต้นธรรม" อีกส่วนหนึ่งยังแบ่งภาคลงมาเกิดเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลกมนุษย์ เรียกว่า "มานุษีพุทธะ" อย่างเช่นพระสมณโคดม เป็นต้น

    เข้าไปถึง สิ่งแรกที่เห็นก็คือพระพุทธรูปวางเรียงรายอยู่กับพื้นทั้งสองข้างทางเดิน กระผม/อาตมภาพเห็นแล้วไม่สบายใจเลย ถ้าเป็นกระผม/อาตมภาพอย่างน้อยก็ต้องยกฐานขึ้นมาสักศอกสักคืบ เป็นต้น
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,924
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,034
    ค่าพลัง:
    +26,866
    เมื่อเดินเข้าไปถึงทางด้านใน โดยลัดไปทางด้านข้างที่เขาทำเป็นระเบียงคดยาวเหยียด ไปถึงก็ต้องร้องโอ้โฮ..! เนื่องเพราะวิหารหลังแรกที่สร้างด้วยไม้ที่ใหญ่โตมโหฬาร มีเทพพิทักษ์พระพุทธศาสนาองค์สูงประมาณ ๔ - ๕ เมตรอยู่ทั้งสองฝั่งของเสาต้นใหญ่มหึมา เข้าไปมหาวิหารอีกหลังหนึ่งที่ใหญ่โตกว่านั้นอีก ก็มีเทพพิทักษ์พระพุทธศาสนา แต่ว่าตรงนี้ไม่ได้ปั้นด้วยปูนหรือว่าแกะสลักจากไม้ หากแต่ว่าหล่อจากโลหะเลยทีเดียว ไม่ทราบเหมือนกันว่าองค์หนึ่งน้ำหนักกี่ตัน..!

    พวกเราถ่ายรูปหมู่กันหน้ามหาวิหารหลัก แล้วค่อยลุยหิมะสูงท่วมหัวเข่าเข้าไปยังระเบียงคด เดินขึ้นไปจนถึงภายใน โผล่เข้าไปก็เห็นพระพุทธรูปองค์มหึมานั่งอยู่กลางมหาวิหาร ตามประวัติเขาบอกว่าใหญ่กว่าหลวงพ่อโตไดบุตสึที่เมืองนาราถึง ๒ เมตรทีเดียว สองฝั่งข้างนั้นก็ยังมีพระอัครสาวกและพระโพธิสัตว์ ซึ่งด้วยความสูงที่เห็นอยู่ก็น่าจะถึง ๘ เมตรเป็นอย่างต่ำ หล่อด้วยโลหะองค์ใหญ่มหึมาเช่นกัน..!

    พวกเรากราบสักการะและทำบุญ โดยที่กระผม/อาตมภาพหยอดไปตู้ละ ๑,๐๐๐ เยนเช่นเดิม "ตากล้องเอ๋" (นายสุรชาติ บุญเจริญ) บูชาเทียน ๑ ต้น ราคา ๑,๐๐๐ เยน ให้กระผม/อาตมภาพจุดถวายเป็นพุทธบูชา เมื่อพวกเราชมกันจนเต็มอิ่มแล้ว มีบางคนคิดว่าน่าจะทำแบบนี้บ้าง เนื่องเพราะว่าสองฟากข้างมหาวิหารนั้น มีพระพุทธรูปหน้าตักประมาณ ๓๐ นิ้ว หรือว่าองค์พระโพธิสัตว์หน้าตักใกล้เคียงกัน ตั้งอยู่เรียงรายยันเพดานเต็มไปหมดเป็นพัน ๆ องค์ ซึ่งแต่ละองค์ล้วนแล้วแต่มีเจ้าภาพสร้างทั้งสิ้น ดูแล้วหลายสิ่งหลายอย่างก็น่าเลียนแบบ แต่ว่าการที่วางพระพุทธรูปไว้กับพื้นนั้น ไม่น่าเลียนแบบเอาเลย..!

    เมื่อเห็นมีหอใหญ่ลักษณะคล้ายคลึงกับหอพิพิธภัณฑ์ของวัดเซ็นโคจิที่พวกเราชมกันเมื่อวานนี้ จึงตั้งใจจะเดินขึ้นไป แต่ปรากฏว่าเขาปิดทาง แถมยังมีป้ายบอกไว้ด้วยว่า "หวังว่าครั้งหน้าจะได้พบท่านอีก"

    พวกเราออกมาเข้าห้องน้ำแล้วกลับขึ้นรถ วิ่งตรงไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งน่าจะหลอกเด็กได้ดีมาก ก็คือ "พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และซากบรรพชีวิน" เรียกง่าย ๆ ว่า "พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์" ที่สร้างอยู่ในลักษณะล้ำยุคมาก เป็นอาคารเหมือนอย่างกับฟองน้ำค่อนวงกลม แล้วก็มีปีกออกไปทั้งสองข้าง วนออกมาอีกอาคารหนึ่ง ก็อยู่ในลักษณะทรงโดมคล้ายคลึงกับอาคารวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ พูดง่าย ๆ ก็คือสร้างอาคารล้ำยุค เพื่อแสดงในสิ่งที่เป็นของเก่าสุด ๆ..!

    พวกเราถ่ายรูป "เจ้าทีเร็กซ์" สีขาวอร่ามตาที่ทางด้านหน้าทางเข้า สอบถามแล้วถึงได้รู้ว่า กลางคืนเขาจะมีการเปิดไฟสลับสี ทำให้เห็นไดโนเสาร์สีสันสวยงาม แต่ว่ากลางวันจะเป็นแค่ตัวสีขาวโพลนกลมกลืนไปกับหิมะรอบข้าง
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,924
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,034
    ค่าพลัง:
    +26,866
    เมื่อเข้าไปถึงลานจอดรถ ซึ่งเกือบจะเต็มแล้ว ต้องวนหาที่จอดกันอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็เข้าไปซื้อตั๋ว เมื่อแสดงตั๋วและเข้าไปทางด้านในแล้ว ถึงได้เห็นว่ามีตั้งหลายชั้น แต่ละชั้นตั้งแต่ต้นทางก็มีการแสดงในลักษณะของหินกำเนิดโลกบ้าง พวกซากบรรพชีวินต่าง ๆ ที่เรียกว่า "ฟอสซิล" บ้าง จนกระทั่งได้ยินเสียงคำรามกระหึ่มอยู่ข้างบน พวกเราจึงขึ้นบันไดไปหนึ่งชั้น แล้วก็เห็น "เจ้าทีเร็กซ์" ที่อยู่ในสีสันคล้ายคลึงกับสมัยยุคบรรพกาล กำลังยื่นหน้าเข้ามาหา ทุกคนโบกมือแต่เจ้าทีเร็กซ์ไม่สนใจ หันกลับมาจ้องตา แล้วคำรามแยกเขี้ยวทักทายกระผม/อาตมภาพคนเดียว..!

    พวกเราเข้าใจว่าคนเดิม ๆ มันจำหน้าได้แล้วจึงไม่ให้สนใจ แต่ถ้าเป็นคนใหม่เมื่อไร มันจะทักทายทันที กระผม/อาตมภาพจึงลองหันหลังเดินหนีไป แล้วถอดแว่นเดินเข้ามาใหม่ ปรากฏว่าเจ้าทีเร็กซ์คำรามใส่จริง ๆ ทำเอาทุกคนหัวเราะเฮฮาเป็นการใหญ่..!

    จากนั้นก็เดินชมบรรดาซากของไดโนเสาร์ต่าง ๆ สารพัดทั้งกินพืชและกินสัตว์ ที่เขาทำเป็นโครงกระดูกในลักษณะสร้างเทียมขึ้นมา เนื่องเพราะว่าไม่มีใครสามารถขุดโครงกระดูกไดโนเสาร์ได้ครบถ้วนสมบูรณ์และค่อนข้างใหม่ในลักษณะนี้อย่างแน่นอน แต่ก็เป็นการดีว่า ไม่ต้องนำสิ่งล้ำค่าทางประวัติศาสตร์เอามาไว้ในสถานที่แบบนี้ ซึ่งอาจจะสูญหายได้..!

    พวกเด็ก ๆ ก็ชอบใจ วิ่งไปวิ่งมาเต็มไปหมด เนื่องเพราะว่าไดโนเสาร์หลายต่อหลายตัว สามารถส่งเสียงและเคลื่อนไหวได้ พวกเราเดินวนดูแล้วดูอีกจนกระทั่งใกล้จะทั่วถึงแล้ว ใช้เวลาไปเป็นชั่วโมง จึงได้เดินเข้าไปยังบริเวณที่เป็นภัตตาคารและร้านขายของที่ระลึก แต่พอเห็นของที่ระลึกแล้วก็ต้องถอดใจ เนื่องเพราะว่าไดโนเสาร์ตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งก็พันกว่าเยนบ้าง สองพันกว่าเยนบ้าง คิดเป็นเงินไทยก็ ๔๐๐ - ๕๐๐ บาทเลยทีเดียว..!

    เมื่อชมด้วยสายตาแล้วจึงได้เดินย้อนออกมา เพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังวัดอีกแห่งหนึ่ง ชื่อ "วัดไอเฮอิจิ" ซึ่งเส้นทางช่วงท้ายของวัดนี้ห้ามนำรถเข้าไป พวกเราจึงต้องเดินกันขาลากเข้าไปทางด้านใน ลมก็ค่อนข้างจะแรง และอากาศตอนนี้ลดลงเหลือ ๙ องศาเซลเซียสเท่านั้น พวกเราเข้าไปล้างมือที่บริเวณน้ำพุมังกร ๙ ตัว เป็นธรรมเนียมของคนญี่ปุ่นที่จะต้องล้างมือให้สะอาดก่อนเข้าวัด จากนั้นก็เดินขึ้นบันไดไปซื้อตั๋ว

    ปรากฏว่า "คุณนายโย" (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์) บอกว่า "Ten" พร้อมกับยก ๑๐ นิ้วให้คนขายตั๋ว กระผม/อาตมภาพเองมั่นใจว่า ภาษาอังกฤษแบบง่าย ๆ สำหรับคนญี่ปุ่นต้องเข้าใจแน่ แต่ถ้าขืนเป็นเช่นนั้น อาจจะจ่ายเงินฟรีอีก..! จึงยื่นหน้าไปบอกว่า "One Monk, Nine Persons" อีกฝ่ายหนึ่งถึงได้พยักหน้า โดยที่บอกว่าพระนั้นเข้าชมฟรี..!
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 กุมภาพันธ์ 2026 at 09:48
  8. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,924
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,034
    ค่าพลัง:
    +26,866
    เมื่อเข้าไปทางด้านในแล้ว ไม่มีคนให้คำแนะนำ นอกจากลูกศรชี้ทางเท่านั้น จึงต้องเดินเข้าไปถอดรองเท้าที่ด้านใน แล้วก็เดินชมชมสถานที่ต่าง ๆ เอาเองตามที่ลูกศรชี้ไป โดยที่ไฮไลท์ของวัดนี้ก็คือหอสวดมนต์ใหญ่ ที่เพดานวาดเป็นรูปสวยงามต่าง ๆ นับร้อย ๆ ตาราง แต่ละตารางนั้นรูปไม่ได้ซ้ำกันเลย..!

    เมื่อเดินเข้าไปถึงด้านในแล้ว คนก็เริ่มมากขึ้น พวกเราเข้าไปทีละห้อง ทีละโถง ทีละส่วน โดยที่ส่วนใหญ่ต้องขึ้นบันไดแทบทั้งสิ้น ทำเอา "คุณนายปุ๊ก" (นางสาวพิกุลฉัตร พิจารณ์จิตร) ของเรา ยอมถอดใจนั่งรออยู่ข้างล่างดีกว่า แต่ว่าช่วงเวลาที่เรามาถึงใกล้ค่ำแล้ว บรรดาพระภิกษุเริ่มทำวัตรเย็น มีการตีกังสดาลเสียงก้องกังวาล แล้วพระเถระที่น่าจะเป็นเจ้าอาวาส ก็เริ่มจุดธูปสักการะพระ พวกเราจึงได้เดินตามป้ายทางออก

    เมื่อออกมาจนกระทั่งถึงทางแยกหนึ่งแล้ว "เถ้าแก่ตี๋" (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) ชี้ให้ไปตามเส้นสีแดงที่เขาลากเอาไว้ แต่พอเดินเข้าไป ปรากฏว่าด้านนี้อยู่ในลักษณะกึ่งพิพิธภัณฑ์ มีทั้งรูปพระพุทธรูป รูปพระสงฆ์ และรูปบุคคลสำคัญที่ช่วยเหลืองานพระพุทธศาสนาเอาไว้ พวกเราจึงได้ชมและอุทิศส่วนกุศลถวายท่านทั้งหลายไปด้วย จากนั้นออกมารับรองเท้าด้านนอกและใส่ จึงได้รู้ว่า "เสี่ยโอ" (นายอุดมศักดิ์ จิระบัณฑิต) ลืมโทรศัพท์มือถือเอาไว้ตรงไหนก็ไม่รู้ ?! กำลังไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน เพื่อให้เปิดกล้องวงจรปิดดูว่าไปลืมทิ้งไว้ตรงไหน ?

    พวกเราเดินทางออกมาข้างนอก ถ่ายรูปรอกันอยู่พักหนึ่ง "คุณนายปุ๊ก" ก็ตัดสินใจว่า ให้ส่งหลวงพ่อไปที่พักก่อนดีกว่า พวกเราจึงเดินทางล่วงหน้าไปยังสถานที่พักของคืนนี้ ในตัวเมืองซึ่งห่างออกไปไม่ถึง ๒๐ นาทีเท่านั้น แต่มาถึงแล้วหาที่จอดรถไม่เจอ เนื่องเพราะว่าทางด้านโรงแรมนั้น ติดอยู่กับหน้าถนนเลยทีเดียว ต้องอาศัย "น้องต้นหอม" (นางสาวพิมพ์ภัทรา สันตะพันธุ์) คอยชี้เส้นทางให้ จนเข้าไปจนถึงที่จอดรถได้

    โรงแรม Courtyard by Marriott แห่งนี้นั้น รีเซฟชั่นที่ต้อนรับเราอยู่ชั้น ๓ ซึ่งเราจะต้องขึ้นบันไดเลื่อนไปจนถึง แล้วเขาก็ให้พวกเราขึ้นลิฟท์ต่อไปที่ชั้น ๑๖ เนื่องเพราะว่าล็อบบี้ในการเช็คอินอยู่ตรงนั้น เมื่อได้บัตรประจำห้องมาแล้ว ปรากฏว่าห้องพักอยู่ชั้น ๑๗..! กระผม/อาตมภาพได้แต่ถอนใจ "เถ้าแก่ตี๋"กับ "ตากล้องเอ๋" พากระผม/อาตมภาพไปส่งถึงห้อง แล้วเอาน้ำขวดขนาดลิตรครึ่งมาให้ ๒ ขวดเพราะรู้ว่ากระผม/อาตมภาพฉันน้ำมาก

    เมื่อเข้าสู่ที่พักแล้ว กระผม/อาตมภาพจัดการส่งงานต่าง ๆ พร้อมกับต้มน้ำชาไปด้วย เสร็จสรรพเรียบร้อยก็ไปลอกคราบตัวเองออกชั้นหนึ่ง แต่งตัวใหม่แล้วจึงมาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนสำหรับทุกท่านในวันนี้

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...